วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Bike@กระเพาะหมู กทม.

ผู้อ่านอาจจะคิดว่าฉันชวนไปกินกระเพาะหมูเจ้าเด็ด ไม่ใช่หรอกค่ะ ชวนไปขี่จักรยานต่างหาก ที่สวนบางกะเจ้า พระประแดง หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่ากระเพาะหมูเพราะรูปทรงพื้นที่
สวนนี้มีพื้นที่มากทีเดียว แล้วอยู่ไม่ไกลจากกทม. นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักดีค่ะ โดยเฉพาะนักปั่นจักรยานเที่ยว พวกเขาได้ยกย่องให้เป็น
urban OASIS เลยทีเดียว
ฉันเองเป็นคนชอบขี่จักรยานเที่ยวอยู่แล้ว ถึงขี่แบบสะเปะสะปะ แต่ก็ชอบน่ะนะ แล้วเพราะความที่ขี่สะเปะสะปะเลยไม่ได้ขี่ในเมือง เนื่องจากเกรงใจผู้ใช้ถนนร่วมกันรายอื่น ๆ พออ่านเจอกระเพาะหมู...ก็สนใจ อยากจะไป ได้น้องชายใจดีเป็นไกด์พาไปครั้งแรก
นัดกับน้องชายที่ BTS บางนา 9 โมงเช้าค่ะ เช้าวันนี้ฝนตกตั้งแต่ 6 โมง อุณหภูมิเลยไม่สูงเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เรานั่ง taxi จากฺ Bts ไปท่าน้ำบางนา ไปทางถนนสรรพาวุธ เพื่อขึ้นเรือข้ามฟากไปบางกะเจ้า นับว่าใกล้ทีเดียว แต่ถ้าไปทางรถยนต์จากบ้านก็ไกลมากค่ะ
เรือข้ามฟากนี้มีมอเตอร์ไซด์ข้ามด้วย เขาก็จัดระเบียบให้คนขึ้น-ลงก่อน แล้วรถตามทีหลังค่ะ ค่าข้ามฟากคนละ 4 บาท ส่วนรถไม่ได้ถาม ชาตินี้คงไม่ได้ขี่รถข้ามฟากเจ้าพระยา เลยไม่รู้จะถามไปเพื่อ?
พอลงจากเรือก็เจอที่ให้เช่าจักรยานเลยค่ะ จำอัตราเช่าไม่ค่อยได้แล้วค่ะ ไม่แพงหรอกค่ะ จักรยานก็มีสภาพโอเค ขี่ได้ปลอดภัย เบรกดี หัวไวมาก 555555 ทีแรกน้องชายบอกให้เอาคันโต ขี่ ๆ ไปต้องย้อนมาขอเปลี่ยนที่ร้าน คะเนดูแล้วไม่น่าจะรอด ดีที่เปลี่ยน แต่กระนั้นก็ยังไม่รอด...
แรกเริ่มก็ขี่ไปตามทางเล็ก ๆ กว้างไม่เกิน 1 เมตร ทีแรกคิดว่าทางแบบนี้คงระยะสั้น แต่ที่ไหนได้... เป็นทางวิบาก(สำหรับฉัน)ที่ทอดยาวไกลไม่รู้จักจบจักสิ้น โอ้ว..ถนนเป็นแบบนี้ทั้งบางกะเจ้าเหรอไงเนี่ยะ? ขี่ไปบ่นไปค่ะ
พื้นแผ่นซีเมนต์ยกสูงจากน้ำไม่ต่ำกว่าเมตร แต่ตัวแผ่นซีเมนต์ดันกว้างไม่เกินเมตร ตลอดทางมีรั้วเหล็ก 1 ด้านค่ะ อีกด้านเปิดโล่งตลอดล่อให้คนขี่จักรยานอย่างฉันตกหรือไงเนี่ยะ ขอบอกว่าขี่ด้วยความเครียดจริง ๆ ค่ะ ขี่ไปจูงไป 55555
แต่พอขี่ไปได้สักพักใหญ่ ๆ (มาก ๆ) จากความเครียดก็กลายเป็นความเคยชิน เลยพอจะขี่ได้บ้าง ขี่ไปก็พักถ่ายรูปไป ขี้เกียจจอดหยิบกล้องจากกระเป๋าเป้บ่อย ๆ เลยเอากล้องแขวนไว้หน้ารถ เนื่องจากจักรยานเล็กไม่มีตะกร้าไว้ของ
เจอคนขายล็อตตารี่ เอ้า..อุดหนุนสักหน่อย มีเลขท้ายที่ต้องการด้วยค่ะ ตามทางที่ขี่ไปก็จะมีสวนบ้าง บ้านคนบ้าง บางบ้านก็สวย เก๋กระทั่งประตูบ้าน มีบ้านหนึ่งเลขที่บ้านตรงกับเลขท้ายล็อตตารี่เลยแหละค่ะ ประตูบ้านสวยมาก
ไกด์นำทางมั่วสุด ๆ เจอทางตันบ่อยมากค่ะ บางทีก็ลุ้นระทึกเนื่องจากมีหมามาเห่าต้อนรับ ไม่ได้มาตัวเดียวนะเออ อีนี้ไม่รู้จะเลือกโดนหมาฟัดหรือว่ายอมลงน้ำดี? จะบ้าตาย... พอเจอทางตันที ก็ต้องกลับรถทีใช่ไหมคะ ทาง 1 เมตรนี่เอาจักรยานมาวางขวางยังไม่ได้เลย กลับรถทีก็ต้องลง แล้วค่อย ๆ ยกจักรยานให้กลับหลังหัน เห็นความลำบากของทางวิบากหรือยังคะ?
ไม่นับความจริงอีกอย่างหนึ่งว่าถึงฉันจะเป็นคนชอบขี่จักรยาน แต่ฉันนั้นเป็นนักขี่เจ้าถนนอ่ะค่ะ คือชอบที่กว้าง ๆ จะได้สะเปะสะปะได้สบาย ๆ นี่อะไร..มาขี่บนทางแคบ ๆ บางช่วงก็แคบลงไปอีกประมาณครึ่งเมตรมั้งคะ อย่าถามว่าแล้วขี่เข้าไปทำไม? ก็คุณไกด์นำไปยังไง ก็ต้องตามไปยังงั้นอ่ะค่ะ จะกลับไปเองก็จำทางไม่ได้แล้ว
พอมาเจอถนน (ในที่สุด) ก็เกิดความลิงโลด ขี่ด้วยความสุขสำราญเป็นที่ยิ่งจนน้องชายต้องตีรถคู่มาบอกว่า...ขี่ชิดในหน่อยเจ๊ แล้วยังบอกว่าจะกลับไปทางเดิมดีกว่า แต่หัวเด็ดตีนขาด ฉันไม่ยอมกลับไปใช้ทางเล็ก ๆ นั้นอีกแล้ว ถ้าจะต้องตาย ขอตายบนถนนกว้าง ๆ นี่ดีกว่าตายเพราะตกถนนแคบ ๆ
ขี่มาด้วยความสำราญสักพักเพิ่งรู้ตัว...จ๊ากกล้องถ่ายรูปที่หน้ารถจักรยานหายไปไหนเนี่ยะ ตะโกนบอกน้องชาย แล้วสองศรีพี่น้องก็ปั่นย้อนทางกลับไปหากล้อง น้องปั่นเร็วมากค่ะ แป๊บเดียวหายไปไหนไม่รู้ ไอ้เราก็เลยต้องรีบปั่นไปด้วย ปั่นไปมองหากล้องตามถนนไป รู้ตัวอีกที...ลงไปนอนบนฟูกธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณเจ้าวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่นตรงจุดนั้นพอดี ถ้าไม่มีเจ้า..ลงได้ลงอาบน้ำในคูแน่ ๆ ค่ะ แต่ไหน ๆ เจ้าจะมาช่วยแล้วทำไมต้องเป็นพันธุ์ที่โดนแล้วคันด้วย???? เหลียวมองไปรอบ ๆ โอ้วววว นี่ฉันเป็นดารานำในเรื่อง home alone หรือไงเนี่ยะ? ไม่มีผู้คนเลย? ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่กับอีก 1 คันรถต้องพากลับขึ้นมาบนถนน โชคดีนักหนาที่ไม่มีบาดแผล กระดูกกระเดี้ยวไม่แตกหัก แต่..แต่..คันโครต ๆ อ่ะ แล้วฉันจะเอาน้ำที่ไหนล้างตัวล่ะเนี่ยะ?
ขี่ ๆ ไปสักพักเจอบ้านค่ะ เหมือน ๆ จะเป็นร้านอาหารรึเปล่า? เข้าไปกะจะขอเขาใช้น้ำประปาล้างตัวหน่อยนึง แต่ไม่มีผู้ใดอยู่เลย จำต้องถือวิสาสะเปิดน้ำ (อยู่หน้าบ้านค่ะ) พอได้ล้างจนหมดความคันแล้วก็ไปต่อค่ะ ออกมาถึงทางแยก เอ๊ะ..ซ้ายหรือขวาหว่า? ตัดสินใจเลี้ยวซ้าย เพราะจิมมี่ เหลี่ยวบอกว่าผู้หญิงต้องเลี้ยวซ้าย (ผู้ชายเลี้ยวขวา) ได้เรื่องซิคะ เลี้ยวผิด พอดีน้องชายกลับพอดี รีบปั่นตามพี่สาวที่เลี้ยวผิด 55555
สรุปว่าหากล้องไม่เจอค่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอกเนอะ ถ้ากล้องยังอยู่กับรถก็เสียหายตอนที่ตกคูอยู่ดี คิดบวกค่ะ คิดบวก แล้วพี่น้องก็ขี่เที่ยวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง แต่ไม่ได้แวะเพราะเคยมาแล้ว อาหารไม่อร่อยค่ะ
ขี่ได้สักพักหนึ่งก็วนกลับมาที่ท่าเรือแล้ว เป็นการจบทริปผจญภัยครั้งนี้ ถามว่าปอดได้สูญโอโซนบริสุทธิ์รู้สึกอย่างไรบ้าง ตอบไม่ได้ แต่ช่วงขี่จักรยาน 3 ชั่วโมงเป็นช่วงเวลาที่ได้ปลด-ปล่อยและวางทุกเรื่อง เพราะต้องมาโฟกัสกับเส้นทางแทน เป็นความประทับใจค่ะ ถ้ามีโอกาสก็คงกลับไปขี่รถเล่นอีก แต่คงไม่ไปทางแคบ ๆ นั่นแล้วค่ะ เครียดจริงไรจริง เหอ ๆ แล้วก็คงไม่แขวนกล้องไว้กับหน้ารถจักรยานอีก บทเรียนมีไว้ให้หลากจำ จำไว้ ๆ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลูกโป่ง

ฉันเดินไปตามถนนสายชีวิต มีผู้ส่งลูกโป่งให้มากมาย
ฉันมีความสุข และเพลิดเพลินกับลูกโป่งลูกแล้วลูกเล่า
ลูกโป่งบางลูก...หลุดลอยไปเมื่อตอนเผลอ
ฉันร้องไห้เสียดายไปเท่าไร มันก็ไม่กลับมา
เมื่อเดินไปได้สักพัก ก็สร่างความโศกเศร้า
ลูกโป่งลูกใหม่ถูกเสนอเข้ามา
บางลูกก็ค่อย ๆ แฟบลมคามือฉัน
ฉันวางทิ้งไว้ข้างทาง
บางลูกก็แตกโพล๊ะไปซะงั้น

...
ทุกครั้งที่ลูกโปงแต่ละลูกมีอันเป็นไป
รอยยิ้มได้จากไปจากใบหน้าของฉัน
ริ้วรอยแห่งการรับรู้ความทุกข์ของชีวิตก็เพิ่มขึ้น

ฉันไม่ตื่นเต้นกับลูกโป่งใบใหม่ ๆ อีกต่อไป

แต่ก็ยังคงรับลูกโป่งใบใหม่ ๆ ตามรายทาง
ด้วยความรู้สึกที่เฉยชากว่าเดิม
ไม่ยึดติดเมื่อมันหลุดลอย หรือมีอันเป็นไป

จนเมื่อไม่นานมานี่ ณ ที่เกือบสุดถนน
ฉันรับลูกโป่งมาใบหนึ่ง
ลูกโป่งที่แสนธรรมดา ไม่แตกต่างจากลูกโป่งที่แล้ว ๆ มา

แต่เพราะความเหนื่อยล้า ฉันจึงเดินช้าลง
และเล่นกับลูกโป่งในมือมากขึ้น
โดยไม่รู้ตัว ลูกโป่งใบนั้นกลายเป็นลูกโป่งแสนสวย
กลายเป็นลูกโป่งที่สร้างความสนุกให้กับชีวิตอย่างมากมาย

หลายครั้งที่มีลมพัดแรง
มีของมีคมปลิวมากับพายุนั่น
ฉันจะพันด้ายลูกโป่งไว้กับมือหลายทบเพื่อยึดไว้ให้มั่น
ฉันจะหันหลังรับสิ่งต่าง ๆ
กอดถนอมลูกโป่งนั้นไว้ในอ้อมแขน
ไม่ยอมให้มันแตกไปได้

วันที่ฉันจะปล่อยลูกโป่งลูกนี้
จะเป็นวันที่ฉันถึงสุดถนนสายนี้
ฉันจึงพร้อมจะปล่อยมัน....
พร้อม ๆ กับลมหายใจของฉัน

นิทานดอกจำปาลาว

เป็นนิทานที่แต่งสด ๆ สมัยที่พี่ลียังอยู่ คุยไปแต่งไปสด ๆ  ตอนนี้เอามาเก็บไว้เพื่อระลึกถึงเพื่อนผู้เป็นที่รักยิ่ง T^T

มีคน ๆ หนึ่งอาศัยอยู่ตามลำพังในกระท่อมเล็กอยู่ตามลำพังจากวันเป็นเดือนเป็นปีแต่เขาไม่ได้หม่นหมองเศร้าสร้อย  เพราะจริง ๆ แล้ว เขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขามีความสุขกับสิ่งที่เขามี
เป็นต้นไม้เล็ก ๆ ต้นหนึ่ง ที่ส่งกลิ่นหอมซาบซ่านใจ เขารดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย และมีความสุขกับการเฝ้ามองต้นไม้นี้ออกดอก  ดอกโตแล้วก็ร่วง ดอกแล้วดอกเล่า เขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตของเขาให้ต้นไม้ฟังและเขาก็ฟังต้นไม้เล่าถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ต้นไม้รู้เหมือนกัน

บ้านเขามักปิดเงียบเขาไม่ได้ออกจากบ้านหลังนี้ไปนานเท่าไรแล้วไม่มีใครรู้แต่ก็นานทีเดียว จนกระทั่งเพื่อนบ้านผู้หวังดีเข้ามาเยี่ยมเยียน
นี่แก...จะไม่คิดออกไปเที่ยวมั่งเหรอไง ทุ่งดอกกระเจียวกำลังเบ่งบานทางทิศตะวันออก ทุ่งทานตะวันก็กำลังเบ่งบานทางทิศตะวันตก แกจะมัวนั่งดูดอกไม้ไม่กี่ดอกนี่ทำไม ไป .. ข้าไปเป็นเพื่อนแกก็ได้

เขาจะปฏิเสธ แต่ก็เกรงใจเพื่อนบ้านผู้หวังดีนั้น เมื่อเขาจะต้องออกจากห้องไปเพื่อไปเที่ยวทุ่งกระเจียวและทานตะวัน เขาก็มองต้นไม้ของเขาด้วยสายตาละห้อย แต่ที่สุด เขาก็ตัดใจปิดประตูแล้วออกเดินทางไป

ยิ่งห่างจากบ้านหลังเล็ก ใจของเขากลับยิ่งชิดใกล้ เขาฟังเพื่อนบ้านคุยแทบไม่รู้เรื่อง ในโสตประสาทของเขามีแต่เสียงของต้นไม้ที่บ้าน และเมื่อเขามาถึงทุ่งกระเจียว ภาพของดอกไม้สีม่วงนับไม่ถ้วนดอก เป็นทุ่งอลังการอันน่าตื่นตา สายลมอ่อนที่พัดพาดอกกระเจียวเอนลู่ มันได้หอบกลิ่นแปลกปลอมมาด้วย เขารู้สึกแปลกที่ขึ้นมาในบัดดลแทบจะทนยืนต่อไปไม่ไหว
  
กลับเหอะ...เขาบอกเพื่อน
เฮ่ย เพิ่งมาถึง
ข้าไม่ชอบสีม่วง  มันให้ความรู้สึกหดหู่
  อ้ะ ไม่ชอบดอกไม้อารมณ์เกย์นี่เอง งั้นไปทิศตะวันตกละกัน ไปดูดอกทานตะวัน รับรองแกต้องชอบแน่

ทั้ง ๆ ที่เขาอยากกลับบ้าน แต่ด้วยความเกรงใจ เขาจึงเดินทางไปชมทุ่งทานตะวัน ใช้เวลาหลายวันทีเดียว มาถึงทุ่งสีเหลืองในยามเช้า เขาได้เห็นตั้งแต่ดอกไม้หน้าใหญ่ที่ก้มหน้าลง ค่อย ๆ เงยรับแสงตะวัน และเบ่งบานไปเต็มที่ สีเหลืองอร่ามเหมือนโลกนี้ทาด้วยทอง
  
ในชั่วโมงแรก ๆ เขาตกอยู่ในมนต์มหัศจรรย์ จนถึงกับเดินเข้าไปในดงดอกไม้ใหญ่ กางแขน หมุนตัวไปรอบ ๆ หลับตาซึมซับอารมณ์ทานตะวัน

  เป็นไงเพื่อน ชอบชิมิเพื่อนบ้านถาม
  
เขาไม่ได้ตอบ แต่ภาพดอกไม้สีเหลืองในตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป สีขาวสะอาดค่อย ๆ ตีวงล้อมนำพาสีเหลืองทองมากระจุกจาง ๆ กลางดอก...
  
เขาอมยิ้ม ไม่พูดอะไร  เพื่อนเขาถามว่าที่ทิศเหนือยังมีทุ่งดอกป๊อปปี้นะ
เขาโอบกอดเพื่อนไว้ แล้วบอกเพื่อนว่า เพื่อนเอ๋ย  ขอบใจนะ แต่ข้าเกรงใจแก ต้องมาเสียเวลาทำมาหากิน พาข้าชมดอกไม้ เอางี้เพื่อนบอกทางมา เดี๋ยวข้าไปเองละกัน  
เพื่อนบ้านก็รีบบอกทางไปชมทุ่งป๊อปปี้ที่ทิศเหนือ  และยังแถมทุ่งทิวลิปที่ทิศใต้อีก สองเกลอก็แยกย้ายกันไป

เขานั่งพัก เหนื่อย พอเพื่อนคล้อยหลังไป เขาก็รีบวิ่งไปทันที แต่เขาไม่ได้วิ่งไปทิศเหนือ และไม่ได้วิ่งไปทิศใต้ เขาวิ่งกลับไปที่กระท่อมของเขา เมื่อเขาเปิดประตูออกมา  ก็ถลา ไปดูต้นไม้ของเขาทันที
  
น้ำตาเขาไหล ต้นไม้ไม่มีคนรดน้ำหลายวัน  ดอกไม้ร่วงหล่นรอบ ใบและลำต้นก็หงอย เขากอดต้นไม้นั้น ร้องไห้ด้วยความคิดถึงเป็นล้นพ้น เขาไม่เคยลืมต้นไม้ของเขาเลย จะลืมได้อย่างไรในเมื่อกลิ่นหอมเย็นของต้นไม้เขาลอยไปถึงทุ่งกระเจียว และสีขาวของดอกไม้ก็ผ่านไปละลายสีเหลืองของดอกทานตะวันจนเหลือมากระจุกตรงกลาง

เพราะน้ำตาเขาช่างมากมาย ในไม่ช้า ต้นไม้ก็เริ่มตั้งตรง  ใบไม้ก็เริ่มชูช่อ   
ดอกไม้ก็ค่อย ๆ แย้มออก เป็นแบบนี้….

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

เที่ยวจตุจักรกับป้าจี

What a fun trip!

ก่อนหน้าวันนัด 1 วันให้จิ๋มโทรหาป้าจี เผื่อเปลี่ยนใจ เพราะว่ามันร้อนมาก แต่ป้าจีก็ยืนยันว่าจะไปตามกำหนดเดิม บอกให้ไปที่บ้าน จะส่งรถไปรับไปเจอกันที่สปอร์ตคลับเพื่อไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทีแรกพี่ชาติเอารถคันเก่าออก แต่ให้ตายเหอะซาตาน...มันร้อนมากเพราะแอร์เสีย ถามพี่ชาติว่าทำไมเอารถคันนี้ พี่ชาติบอกว่าป้าจีสั่ง แล้วป้าจีไม่รู้เหรอว่าแอร์มันเสีย? พี่ชาติบอกว่ารู้ แต่ก็ยังยืนยัน นั่งไป รถก็ติดสาหัส ยิ่งรู้สึกเหมือนอยู่ในเตาอบ ฉันเลยพูดว่า..ป้าจีจะเป็นลมไหมเนี่ย พี่ชาติตัดสินใจเลี้ยวรถกลับบ้านไปเปลี่ยนรถทันที 555555
เพราะต้องเลี้ยวรถกลับไปเปลี่ยน แล้วกว่าจะย้ายสมบัติได้หมด ก็เลยไปถึงช้าหน่อย ป้าจีนั่งรออยู่แล้วค่ะ ทันทีที่เห็นรถ ป้าจีถามว่าจะเอาต้นไม้ไว้ในรถได้หรือ? พี่ชาติตอบว่าได้ไม่มีปัญหา แต่ฉันว่าป้าจีกลัวรถเลอะมากกว่า ขับออกมาผ่านสยามพารากอน ป้าจีบอกว่าไปกินข้าวกันก่อนไหม ใจจริงฉันอยากบอกว่าอย่ากินที่นี่เลยค่ะ กลัวอดไปเที่ยวจตุจักร แต่คิดว่าป้าจีอาจจะหิว แล้วถ้าไปนั่งกินที่ไม่มีแอร์ อาจจะป่วยได้ เลยตอบตกลง ความที่ฉันไปเดินพารากอนน้อยมาก ส่วนมากก็เดินแบบฉาบฉวยเลยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน คนก็เยอะเต็มเกือบทุกร้าน มาเจอร้านว่าง ๆ เป็นร้านอิตาเลี่ยน เลยเข้าไปนั่งกินพิซซ่ากันคนละชิ้น พิซซ่าเขาแป้งบาง อร่อยมากค่ะ ป้าจีบอกว่ารู้งี้น่าจะสั่งมา 1 ถาดเลย ฉันกิน 1 ชิ้นก็อิ่มพอดี แต่ป้าจียังไม่อิ่ม เลยเดินไปซื้อไส้กรอก aunty ann’s แล้วก็ออกไปรอรถ พี่ชาติบอกว่าจะไปเอารถมารับ
ฉันนับถือพี่ชาติจริง ๆ หาป้าจีเก่งมากค่ะ พี่ชาติบอกว่าลืมเอามือถือมา น่าจะลืมไว้ในรถคันที่เปลี่ยน ออกมาหน้าประตูไม่มีที่นั่ง และเป็นฝั่งขาเข้า ป้าจีเลยบอกว่าเราเดินข้ามถนนไปที่เกาะดีกว่า รอไปสักพัก ป้าจีบอกว่าหรือว่าชาติจะมารับฝั่งโน้น? 55555555 ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะ อีกสักพักใหญ่เห็นรถมาทางฝั่งโน้นจริง ๆ เลยต้องจูงป้าจีเดินกลับไป ยังไม่ทันถึงจตุจักรเลย เดินเยอะแล้ววววว
รถติดมากค่ะ นึกดีใจที่พี่ชาติเปลี่ยนรถ ไม่งั้นป้าจีอาจจะเปลี่ยนใจกลับบ้านเพราะรถคันนู้นร้อนมาก พอไปถึงเราก็เข้าไปที่เขาขายต้นไม้ ตามรอยพี่เก็จเลย ทำให้คิดถึงพี่เก็จมาก วันนี้ฉันไม่ได้ใส่หมวกมา ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ใส่มา อาจจะเพราะคิดว่าป้าจีอาจจะเปลี่ยนใจไม่เดินจตุจักรเอานาทีสุดท้าย เนื่องจากอากาศร้อน แม่ฉันเปลี่ยนใจบ่อย ๆ ค่ะ เดินลงจากรถ พร้อมอุปกรณ์รถเข็นแล้วก็พร้อมลุยละ พี่ชาติเอารถไปจอด ฉันก็เดินใกล้ ๆ ป้าจีแบบประกบติด แต่กระนั้นก็ยังถ่ายรูปไปด้วย มันไม่เกิดขึ้นง่ายนักกับการมาเที่ยวเจเจกับผู้สูงอายุขนาดนี้ (อีกไม่กี่ปีก็แตะศตวรรษแล้ว) ฉันต้องทนุถนอม และระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ยิ่งตอนนี้อยู่กันสองคน ความรับผิดชอบก็ยิ่งสูง แต่เดินไปสักพักก็ไม่รู้สึกเป็นภาระหนักใจอะไรเลย เพราะป้าจีเดินดูต้นไม้ไปเรื่อย เมื่อยก็นั่งพัก ทุกจุดที่นั่งพักจะทักทายแม่ค้าพ่อค้า บางทีก็ซื้อค่ะ เมื่อซื้อของได้ พี่ชาติจะโผล่มาราวกับใช้ประตูวิเศษโดเรมอนเพื่อเอาของไปเก็บที่รถ
“อ่องจะซื้ออะไร?” ป้าจีถาม ฉันตอบว่ารอส่งป้าจีกลับบ้านก่อนแล้วฉันถึงซื้อค่ะ “ไม่เอา พาป้าไปด้วยซิ” 5555555555 ไม่เอาอ่ะค่ะ อ่องเลือกนานด้วย แล้วร้านอยู่ในตรอก อีกต่างหาก ป้าจีก็เดินไปเรื่อย เหมือนพี่เก็จ ตาดูต้นไม้ต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน แวะบ่อยหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ดูแลง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ


ตอนแรกที่มา ป้าจีบอกว่าจะมาหาซื้อต้นเฟื่องฟ้า แต่กลับไม่ได้เฟื่องฟ้าสักต้น ไปได้ต้นมะกรูด ส้มโอมือ และอะไรอีกต้นก็ลืมแล้ว เป็นพืชสวนครัวทั้งสิ้น แดดร้อนมากกกกก ฉันล่ะนับถือความทรหดของป้าจีจริง ๆ ค่ะ เดินเหมือนชิล ๆ ในพารากอน แต่ฉันต้องคอยระวังรถราให้บ้าง ใครที่เคยไปซื้อต้นไม้ในจตุจักรคงจะรู้นะคะว่าถนนสองฟากจะมีต้นไม้วางขาย แล้วตรงกลางที่เหลืออยู่นิดหน่อยเป็นที่ๆ คนกับรถใช้ถนนร่วมกัน ...แต่กระนั้นก็ยังมีอารมณ์ถ่ายรูป 55555555
เมื่อซื้อต้นไม้เสร็จ ป้าจีคงเหนื่อยแล้ว ยังต้องเดินทะลุตรอกไปขึ้นรถอีก แต่ข้างในร้านปิดหมด คนเลยไม่ค่อยมี เดินง่ายหน่อยค่ะ พอขึ้นรถแล้วฉันก็บอกว่าเดี๋ยวฉันจะลงเลย เพราะจะไปซื้อของต่อ ของตัวเองยังไมได้ซื้อ ป้าจีบอกว่าป้าไปด้วย ฉันไม่โอเค ป้าจีเลยบอกว่างั้นไปอตก.กัน อะนะ ป้าจียังไมเหนื่อยเหรอคะ
ก็เลยตกลงไปอตก.กับป้าจีก่อน ไปถึงปุ๊บป้าจีก็นั่งที่ร้านเจ้าประจำ คุยนู่นนี่กับแม่ค้า เขาบอกว่ามะพร้าวคั่วที่ป้าจีจะซื้ออยู่สุดตลาดนู่น ป้าจีบอกว่าจะขึ้นรถให้พี่ชาติขับไปดีกว่า ดูแล้วไกล๊ไกล 55555555 พี่ชาติบอกข้างหน้าหาที่จอดยาก ทีแรกฉันจะอาสาไปซื้อให้ แต่กลับบอกป้าจีว่าเดินไปกันเถอะค่ะ แวะนั่งไปเรื่อย ๆ ป้าจีก็...เอ้า ไปก็ไป ฮึบ ๆ สู้ว้อย (คำหลังฉันเติมเอง 55555)
ป้าจีแวะนั่งทุก ๆ 4 ร้าน แล้วก็ซื้อของทุก ๆ ป้ายที่หยุด 5555555 ป้าจีแซวตัวเองว่า shopping ทุกป้ายเลย ในที่สุดก็ถึงปลายตลาด ป้าชวนว่ากินก๋วยเตี๋ยวกันไหม ฉันลังเล เพราะกลัวว่าไม่สะอาด แล้วตอนนี้อากาศก็ร้อนมาก เกิดป้าจีไม่สบายจะไม่คุ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ป้าจีคงคิดเหมือนกัน เลยเดินไปจนถึงร้านเมี่ยงคำ ซื้อของด่านสุดท้าย
พอขึ้นรถ ฉันก็บอกพี่ชาติว่าเดี๋ยวฉันจะลงทันทีที่ถึงถนนใหญ่นะ ป้าจีบอกว่าจะไปไหน ฉันบอกว่าจะไปซื้อของที่เจเจมอลล์ค่ะ ป้าจีเลยให้รถวนไปส่ง ทั้ง ๆ ที่ฉันบอกว่าเดินไปเองได้ค่ะ ป้าจีเป็นห่วงว่าข้ามถนนจะไม่ปลอดภัย ฉันบอกว่าฉันไม่ข้ามถนน แต่ลงใต้ดินทะลุไปได้ แต่ป้าจีก็ยังยืนยันว่าจะไปส่ง บนรถก็ได้คุยกันหน่อยนึง เรื่องอะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่ประโยคหนึ่งป้าจีบอกว่าป้าไม่อยู่กลุ่มใครหรอก...แล้วเงียบไปพักนึง...ป้าอยู่กลุ่มอ่อง 5555555 ป้าจีขา ขอบคุณที่ป้าจีให้ความเมตตาเอ็นดูขนาดนี้นะคะ
รถใกล้ถึงเดอะมอลล์ ป้าจียังว่า..ป้าไปซื้อของด้วยคน ป้าจีขา...ยังไม่เหนื่อยอีกเหรอคะ? 55555555 จริง ๆ ฉันจะไปร้านบางไทร แต่ขอลงมอลล์เพื่อเข้าไปกักความเย็นไว้ในตัวสักพักน่ะค่ะ แล้วจากจุดนี้ไปบางไทร เดินไกลพอตัว ไม่มีทางที่ฉันจะยอมให้ป้าจีไปด้วยแน่ ๆ
กว่าจะไปถึงร้าน กว่าจะเลือกกระดาษเสร็จ จนเวลาปิดร้านของเขาเลย เป็นครั้งแรกเลยที่เดินจตุจักรจนเขาปิด 5555555 ขากลับนั่งรถเมล์กลับบ้าน เห็นพระจันทร์ดวงโตมาก คว้ากล้องมาถ่าย กลับถึงบ้านเอาขึ้นคอม โอววววว แม้แต่พระจันทร์ก็ยังรักฉัน? 5555555555 มีความสุขจัง

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

วังสระปทุม

คงเสียดายแย่ถ้าไม่ได้มา

เก็บตัวอยู่กับบ้านส่วนใหญ่ช่วงนี้ เพราะไม่มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จนถึงเวลาที่ต้องส่งต้นฉบับให้พี่เจน การรับค่าเรื่องมาล่วงหน้านี่ไม่ดีเลยแฮะ...เงินใช้หมดไปแล้ว แต่งานยังไม่สิ้นสุด จะไม่ส่งงานก็ไม่มีเงินคืน 555555 ต้องเค้นพลังสมองกันสุดฤทธิ์ ไหนจะหาสถานที่ ๆ ที่น่าเขียน ไหนจะต้องออกไปเที่ยวอีก  เรื่องหน้าจะไปเจอพู อัญชลีที่ตลาดน้ำ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินจากไหนไปกินข้าวผัดปลาทูของเพื่อน
จริง ๆ แล้วบ่นไปงั้น เพราะเพื่อน ๆ ก็ดี พี่น้องวัฒเนี่ยนก็ดี ล้วนแต่อารีกับฉันทั้งสิ้น ทุกคนยินดีออกตังค์ให้ฉันได้ไปสนุกด้วยตลอด แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ เพราะเป็นแต่รับอย่างเดียว ไม่ได้ตอบแทนกลับ ประมาณหมูไป แต่ไก่ไม่มา ไปทั้งหมูทั้งไก่ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ และขอสัญญาว่าหากมีอะไรที่ฉันสามารถตอบแทนได้ จะไม่รีรอค่ะ แต่อาจจะกระบิดกระบวนบ้างก็เป็นธรรมชาติของคนชื่ออ่องแหละนะ 55555 บางคนบอกว่าฉันเล่นตัว มันดูเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงไม่ใช่ ฉันเหมือนคนไม่ค่อยคิดมากเหมือนคนทั่วไป แต่เรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่คิด นพพรคิด--นี่ซิ 55555555
เข้าเรื่องดีกว่า ฉันไปถึงวังสระปทุมบ่ายโมงกว่า นัดกับจุ๊บไว้บ่ายสอง แต่จุ๊บเบี้ยวซะงั้น บอกว่าติดธุระเลยเที่ยวคนเดียว วันนี้มีคนน้อยมากกกกก ทั้งช่วงมีฉันกับอีก 2 แม่ลูก ซึ่งนับว่าเป็นโชคดี เพราะจะได้มีมัคคุเทศก์ส่วนตัว จริง ๆ เขามีเครื่องให้ฟัง แต่พอบอกว่าหูไม่ดี เจ้าหน้าที่ก็ใจดีเป็นมัคคุเทศก์ส่วนตัวให้ ทำให้การชมวังได้สาระความรู้เต็มที่ตามที่ต้องการ
เพราะอยากให้ผู้ที่อ่านบล็อกได้ตามไปเที่ยวชมด้วย ดังนั้นจะขอบอกรายละเอียดนิดนึงนะคะ ก่อนอื่นต้องโทรไปแจ้งที่วังก่อนค่ะ 02-252-1965-7 ทางเข้าให้เข้าทางหลังพารากอน เดินเข้าทางโรงแรม จะเจอศาลปู่โสม มีป้ายบอกค่ะว่า”พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” ใครที่นำรถมา น่าจะจอดที่พารากอนนะคะ หรือยังไงลองถามตามเบอร์ข้างบนได้ ฉันไม่มีปัญหา เดินมาจาก BTS สยามค่ะ
เมื่อเข้าไปข้างในก็จะเจอเจ้าหน้าที่ต้อนรับ ถ่ายรูปทำบัตรค่ะ เขาให้มาเป็นที่ระลึกด้วย จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่นำทางไปชมห้องพิพิธภัณฑ์ก่อน มีเรื่องราวของสมเด็จพระพันวัสสาฯ และความเป็นมาของวังสระปทุม รวมถึงการบูรณะพระตำหนักใหญ่
จากนั้นจึงเดินไปชมพระตำหนัก ระหว่างทางผ่านต้นไม้ที่ปลูกมาเป็นร้อยปี อากาศร้อน แต่แดดก็ไม่สามารถแผดเผาได้เต็มที่ เพราะร่มไม้เล็กใหญ่ตลอดทาง
ทันทีที่พระตำหนักสีเหลืองเข้มปรากฏต่อหน้า ขอบอกว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามจริง ๆ ค่ะ เขาให้ถอดรองเท้า มีช่องเก็บอย่างเรียบร้อย และก่อนเข้าวัง กระเป๋าตังค์ทุกอย่างถูกขอให้เก็บไว้ในถุงซิบมีกุญแจล็อคด้วย ก่อนจะเข้าประตูชั้นใน เขาแจกวิทยุไว้ให้ฟัง เป็นมัคคุเทศก์ส่วนตัว แต่ฉันปฏิเสธบอกว่าขี้เกียจถือ เพราะเอาไปก็ฟังไม่รู้เรื่อง สรุปเลยได้มัคคุเทศก์สาวส่วนตัวเป็นกรณีพิเศษ 5555555
เจ้าหน้าที่พาขึ้นชั้นบนก่อนเลย ลืมบอกไปอย่าง ก่อนขึ้นบันได มีภาพผ้าปักเป็นรูปฝูงนกกระเรียนค่ะ เป็นงานฝีมือทรงปักของพระพันวัสสา ขนาด 5 ฟุต นึกถึงนิยายที่ชอบอ่าน ว่าเจ้านายสมัยก่อนจะนั่งเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร หรืองานประดิษฐ์อื่นๆ  ด้วยความประณีต เพิ่งได้เห็นจะ ๆ ตาวันนี้เองค่ะ
ทีนี้เดินขึ้นข้างบนเสียที ห้องแรกคือห้องพระบรรทมของเจ้าฟ้ามหิดลฯ พระบรมราชชนก สมัยยังไม่ได้อภิเษก ทุกอย่างถูกบูรณะซ่อมแซมและจัดวางไว้ตามอย่างสมัยที่เจ้านายทรงยังพระชนม์อยู่ มีรูปพระบรมราชชนกกับสมเด็จย่า ซึ่งฉันเคยเห็นแล้วก็เฉย ๆ กำลังมองผ่าน มาสะดุดตรงเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของร.6  จริงดิ๊! อุทานแบบนี้เลยค่ะ 5555555 แล้วต้องมองใหม่ ขอบอกว่าสวยและเหมือนมากค่ะ ถัดมาเป็นห้องทรงงาน เขาให้ยืนชมแค่นอกห้อง ไมได้ให้เข้าไปเที่ยวสำรวจละเอียดถึงข้างใน แต่ห้องไม่ลึกค่ะ ยืนอยู่หน้าห้องก็มองเห็นได้ชัดเจนดี หนังสือเก่าจนปกหนังผุร่อน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นได้รับการบูรณะใหม่หมด สมัยก่อนพระพันวัสสาทรงสั่งทำและนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลว่าต้องให้สมพระเกียรติโอรสของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ของพระองค์เองเป็นของที่สั่งทำในประเทศ ถนัดจากห้องทรงงานก็เป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องเสวยห้องพระ และก็ห้องพระบรรทมของพระพันวัสสา แต่ช่วงปลายพระชนม์ชีพ ทรงโปรดบรรทมที่ห้องพระค่ะ พอตื่นบรรทมก็จะมานั่งที่เฉลียงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นที่ ๆ ในหลวงเรามารับน้ำสังข์คราวอภิเษกสมรสค่ะ
ทีนี้ก็ลงมาชั้นล่าง มีห้องพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงของเล่นส่วนพระองค์ของร.8 และในหลวง พาสปอร์ตของพระพันวัสสา  น่าจะทรงเป็นพระราชินีองค์แรกของไทยที่เสด็จเยือนต่างประเทศค่ะ อีกทั้งโปรดอ่านหนังสือฝรั่ง อาทิ  the national geographic magazine  หลายชิ้นน่าทึ่ง น่าสนใจ
แต่สิ่งที่ฉันประทับใจและใช้เวลานานมากที่สุดคือจดหมายค่ะ จดหมายที่พระบรมราชชนกเขียนมาเพื่อ-ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้านนะคะ-ขออนุญาตแต่งงาน ยาวมากค่ะ หลายแผ่นทีเดียว แต่เป็นจดหมายที่น่ารักมาก ลายมือหวัดแต่ก็อ่านได้ค่ะ ได้ศัพท์สมัยก่อนหลายคำเลย ที่ชอบคือคำว่า “จูงแหม่ม” อยากรู้ว่าแปลว่าอะไร ไม่บอกค่ะ ไปอ่านเอง อิอิ
ไม่สามารถที่จะจารไนยได้ทั้งหมด เพราะติดขัดเรื่องคำราชาศัพท์ พูดมากไปเดี๋ยวจะโดนติงว่าไม่เหมาะไม่ควร สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ขอเชิญชวนนะคะ ภายในอาทิตย์นี้เท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าแห่งหนึ่งของคนไทย พิพิธภัณฑ์นี้มีกำหนดการเปิดให้เข้าชม 17 ธันวาคม – 31 มีนาคมของทุกปีค่ะ เว้นวันอาทิตย์ (ปีนี้จึงเปิดถึง 30 มีนาคมเท่านั้น) ถ้าพลาดก็คงต้องรอถึงสิ้นปีค่ะ ขออภัยที่มาชวนช้าไปหน่อย แต่ฉันก็เพิ่งรู้และเพิ่งได้ไปมา และอิ่มหัวใจจนอยากชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆได้เข้าไปชมกันค่ะ เป็นการเข้าชมวังที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยไปมาในชีวิตก็ว่าได้

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

110 ปี คุณครูผกาย ชัชกุล

ความรักเป็นสายสัมพันธ์
ไม่ได้มาเยี่ยมคุณครูผกาย 1 ปี ใจหายเล็กน้อยที่เห็นความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปีก่อนนู้นที่ครูอายุ 108 ปี ครูยังสามารถเดินเองได้ไม่ต้องพึ่งพารถเข็น เป็นผู้ที่อาวุโสสูงสุดในศูนย์อภิบาล แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ต้องใช้รถเข็น น่าทึ่งมากค่ะ แต่ปีที่แล้วครูเกิดอุบัติเหตุหกล้ม สะโพกเคลื่อน เลยต้องใช้รถเข็นตั้งแต่นั้นมา
ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่เห็นคือ สายตาครูสู้แสงไม่ได้ ต้องเอามือป้องข้าง ๆ ตาเกือบตลอดเวลา ดูเหมือนครูกุมขมับ..มึนจังตรู..ตลอด ไม่ว่าพวกเราจะเข้าไปกราบสวัสดี ก็มึน รายงานตัวตามรายชื่อโพย ก็มึน เอาขนมเค้กวันเกิดไปให้ เปิดกล่องให้ดูขนมเค้กหน้าสวย ๆ ก็มึน เอาการ์ดวันเกิดให้ครูอ่าน ก็อ่านไปมึนไป ร้องเพลงให้ฟัง ก็ฟังแบบมึน ๆ สรุปมึนตลอดรายการ 55555 นพพร..แซวคนแก่อายุ 110 ปีนี่บาปนะจ๊ะ  หนูแซวด้วยความเคารพค่ะ
ครูยังจำครูวรรณดี ครูสาลินี(จำคุณแม่ครูสาลินี) พี่เจน พี่สายสนม ได้ ส่วน 2 นพพร พี่แต๋น ป๊าก ครูพรรณมหา ครูไม่ได้บอกว่าจำได้หรือเปล่า หรืออาจจะบอกแต่ฉันตกหล่นพลาดเหตุการณ์ไป เพราะมัวแต่เก็บภาพ ถึงไม่ได้เก็บภาพก็อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะทั้งศิษย์ครู ทั้งรุ่นน้อง มะรุมมะตุ้มชุลมุนอยู่รอบตัวครูจนฉันยังมึนแทน ส่วนมากก็จะถามว่าครูขาจำหนูได้ไหมคะ คำถามยอดฮิตที่เด็กวัฒนาต้องถามครูเก่า ๆ ทุกคน ฉันเองว่าต่อไปจะไม่ถามครูแบบนี้แล้วไม่ว่าครูคนไหน เมื่อวันครูที่ผ่านมา..โดนกรรมย้อนศรสนองไปเรียบร้อย  เข็ดค่ะ นพพรเข็ดแล้ว
ปีนี้ครูอายุครบ 110 ปี ครูวรรณดีจึงเชิญศาสนาจารย์มาอธิษฐานอวยพรวันเกิดเป็นกรณีพิเศษด้วย ถึงว่า..ทำไมมีผู้ชายมาด้วย 5555555 แล้วพวกเราก็ร้องเพลงให้ครูฟัง สักพักใหญ่ ๆ ครูเปรยออกมาว่าถึงเวลากินข้าวหรือยัง? เหมือนนพพรเลย มีนาฬิกาปลุกอยู่ที่กระเพาะ พอถึงมื้ออาหารก็จะรู้ทันที พวกเราก็ตามครูไปดูครูกินข้าวกัน เป็นครั้งแรกที่ฉันอยู่ดูครูกินข้าว ปกติพอครูจะเริ่มกินข้าว พวกเราก็กลับกันค่ะ ปีนี้เป็นกรณีพิเศษ
อาหารปั่นเสิร์ฟในชาม มีไข่ต้มครึ่งลูกด้วย ครูตักข้าวกินเองเรื่อย ๆ มีลูกศิษย์ – รุ่นน้องผลัดกันเข้ามาลุ้นถึงขอบจานข้าว เป็นการรับประทานอาหารที่อบอุ่นมาก ครูก็กินไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ แต่ก็ไม่อ้อยสร้อย กินตามปกติของครู จนเกือบหมด ก็กินผลไม้เป็นองุ่นค่ะ ทีแรกครูเอาช้อนตัก แต่องุ่นมาเป็นช่อ ฉันจึงจัดแจงเด็ดใส่ชามให้ครู แล้วครูก็หยิบกิน คายเปลือกวางไว้บนโต๊ะ พอกินหมดแล้วครูก็เก็บเปลือกองุ่นลงในชามอย่างเรียบร้อย สมกับเป็นวัฒเนี่ยนจริง ๆ ค่ะ
อันที่จริงครูเรียนจบที่วังหลัง ถือว่าเป็นศิษย์เก่าวังหลัง แต่ก็เคยเข้ามาสอนที่วัฒนาอยู่พักหนึ่งค่ะ ก่อนจะไปสอนที่นั่น ที่นี่ ทั่วไทย เคยไปสอนที่ลำปาง - ปัตตานีด้วย ครูจึงถือว่าเป็นครูของครูของฉัน สุดท้ายก็มาสอนภาษาอังกฤษให้นักศึกษาวิชาพยาบาลของเซ็นต์หลุยส์ ความที่ครูเป็นศิษย์วังหลังได้เรียนกับแหม่มทั้งหลาย ภาษาอังกฤษครูจึงแข็งแรงแม้จนเมื่อครูอายุถึง 110 ปีในวันนี้ อายุครูมากกว่าอาคารทุกหลังในโรงเรียนวัฒนาเสียอีก!
เมื่อครูกินข้าวอิ่มแล้ว พวกเราก็ทยอยกันเข้าไปอ้อนครูส่งท้ายก่อนกลับ บางคนจูบแก้มครู บางคนจูบมือ บางคนให้ครูเล่นผมสีสดใส บางคนกอดครู แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนว่าจะอ้อนรูปแบบไหน ทุกคนจากศูนย์อภิบาลวัดพระวิสุทธิวงส์ด้วยสัญญาใจที่ไม่ต้องกลั่นเป็นคำพูดว่าปีหน้า เราจะมากันอีกครั้ง เพราะ~~ความรักเป็นสายสัมพันธ์ ยึดมั่นใจเราทั้งหลาย ให้สามัคคีไม่มีวันคลาย~~

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

วันครูปี 2556


เมื่อคืนพี่เจนกลับมา ได้คุยกันทาง facebook หน่อยนึง พี่เจนขอให้เล่าเรื่องงานวันครูให้ฟังหน่อย พี่สาวที่เคารพรักขอมา จะปฏิเสธจะได๋ได้? จัดให้ค่ะ แต่เล่าได้ไม่ละเอียดนะคะ เพราะจำไม่ค่อยได้แล้ว ก่อนไปร่างกายก็หมดสภาพไป 50 กลับมาหมดไปอีก 50.... 555555
ที่ว่าก่อนไปหมดไป 50 นั้นเพราะนั่งดีคูผาดกระจาดประมาณ 18 อัน กระจาดอันเล็ก ๆ สำหรับไว้ใส่เหรียญ ใส่กุญแจ หรือสิ่งละอันพันละน้อยค่ะ เร่งทำ 2 วัน 2 คืนซะหินปูนเกาะคอบ่าไหล่ลามมาถึงข้อมือ เลยไม่ได้เอากล้องไปค่ะ เพราะขนาดมือไม่เจ็บ ภาพยังสั่น อีกอย่างคือ หลัง ๆ ทักษะที่มีหายไปในหลาย ๆ เรื่อง การถ่ายรูปเป็น 1 ในนั้น
ปีนี้ครูมากันมาก น่าจะมากกว่าปีที่แล้วนะคะ ตอนที่เชิญครูขึ้นไปนั่งเนี่ยะ ที่นั่งไม่พอต้องเอาเก้าอี้มาเสริม เป็นตัวยู แต่น้องปัดถ่ายรูปเก่งมาก 55555 ออกมาเป็นฟันปลาซะได้ กำลังนับ ๆ อยู่เห็นน้องเขานับเหมือนกัน เลยถามน้องดีกว่าง่ายดี เพราะตอนเรียนก็ไม่เก่งเลขอยู่แล้ว โห...แค่นับจำนวนครูต้องอาศัยความชำนาญทางคณิตศาสตร์เลยเหรอ ก็...55555555 น้องปัดบอกว่า 37 บวกกับครูโก๊ะและครูนุจรินทร์ที่ไม่ได้ขึ้นไปนั่ง ก็เป็น 39 คน
แต่ลูกศิษย์ลูกหาบางตาไปหน่อยค่ะ น่าจะมาได้มากกว่านี้  เพราะยิ่งเราแก่ตัวลงไปเท่าใด ก็เหลือครูให้ได้ทำความเคารพน้อยลงไปเรื่อย ๆ ฉันเองยังไม่แน่ใจเลยว่าปีหน้าจะคุกเข่าตลอดแนวเช่นปีนี้ไหวหรือเปล่า? ถ้าเป็นไปได้อยากให้จัดเวทียกครูขึ้นนั่งบนตั่ง เราจะได้เดินเวียนรดน้ำ ไม่ใช่ไม่อยากคุกเข่านอบน้อม ใจน่ะอยากก้มกราบด้วยซ้ำ แต่หัวเข่ามันน้อยใจค่ะ โชคดีที่นิตยาไปส่งให้ถึงบ้าน ถึงงั้นก็เถอะ วันรุ่งขึ้นถึงกับเข่าอ่อนขึ้นลงบันไดทีต้องไต่ราว
ฉันไปถึงวัฒนาตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ทีแรกว่าจะไปเจอเพื่อนที่ตึกอายะดา แต่เพราะเดินมาตั้งแต่ BTS เลยชักขี้เกียจ นั่งพักอยู่ในบริเวณงานดีกว่า แอร์ยังไม่เปิด แต่ห้องทำงานครูน่าจะเปิดไว้นะ ลองเปิดประตูแง้มเข้าไปเห็นป๋าจักรของพี่จ๋อนั่งดูทีวีอยู่คนเดียว ทำเนียนเข้าไปนั่งเป็นเพื่อน (เอาแอร์) คุยกับป๋าจักรได้แป๊บเดียว ยังสะสมความเย็นไม่ช่ำปอดเพื่อนโทรมา จำต้องออกจากห้องหาคนช่วยรับสาย เพราะจะขอให้ป๋าช่วยคุยให้ก็กระไรอยู่ เดี๋ยวอ้อยนึกว่าโทรผิด
พอออกมาจากห้อง ครู ๆ ก็เริ่มทยอยกันมาค่ะ เห็นยังไม่ค่อยมีคน ก็เลยเข้าไปสวัสดี และช่วยจูงครูที่เดินไม่ค่อยคล่องขึ้นบันได ไป ๆ มา ๆ เลยปักหลักรับครูตรงนั้นซะเลย จะได้แอบเอากระจาดที่ทำมาให้ครูด้วย แบบว่าเขิน ๆ นิดหน่อย เพราะความที่มันเป็นศิลปะเต็มขั้น ครูก็ถามว่า..นพพรทำเองหรือ? เก่งนะ ... อยากย้อนถามครูว่าปะได้เก่งกว่าเด็กอนุบาลนิดหน่อยใช่ไหมคะ? 555555
ตอนที่รับครู มีเรื่องเฮฮาเล็ก ๆ เกิดขึ้นค่ะ ฉันมักจะชอบแหย่ครู ประมาณว่าครูจำหนูได้ไหมคะ ส่วนมากครู ๆ ก็จะจำได้ มีท่านหนึ่ง ครูรัตนะค่ะ จริง ๆ ครูกับฉันไม่เคยอยู่วัฒนาสมัยเดียวกัน เพราะครูน่าจะออกก่อนฉันเข้าเรียน แต่ครูสอนพี่หนิงค่ะ แล้วฉันชอบทักครูหลังจากที่รู้จักครู เนื่องจากหน้าตายิ้มแย้มดีจริง ๆ ยิ้มตลอด...ปีนี้เป็นปีที่ 3 ได้มั้งคะ ฉันก็เข้าไปสวัสดีครูแล้วบอกว่าครูจำหนูได้ไหมคะ
ครู- จำด้ายยยย
ฉัน- หนูชื่อ?
ครู- เอิ่ม....จำได้ ๆ ๆ
ฉัน-อ่ะ ครูลืมอ่ะจิคะ
ครู- ไม่ ไม่ลืมจ้ะ จำได้จริง ๆ
ฉัน- แล้วหนูชื่ออะไรล่ะคะครูรัตนา
ครู- เอ่อ....
ตอนนี้ครูท่านหนึ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้ เป็นตัวช่วยให้ครูรัตนะว่า..”นพพร”  แล้วถามฉันกลับว่าแล้วฉันจำครูได้ไหม? เหวอล่ะซิคะ ฉันพยายามรื้อฟื้นสมรรถภาพสมองสุดฤทธิ์ มั่นใจคนไทยล้านคนไม่รู้จักครูท่านนี้ ครูเลยบอกฉันว่าครูชื่อครูอุไรวรรณ
ฉัน- ครูไม่เคยสอนหนูอ่ะค่ะ
ครูอุไรวรรณ- แล้วทำไมฉันรู้จักเธอล่ะ เนี่ย เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีเลย
ฉัน- เอ่อ...เพราะหนูดังมั้งคะ
ครูอุไรวรรณเอาไป replay กับครู ๆ ด้วยกันอย่างสนุกสนาน เฮ้อ...นี่ฉันพูดอะไรออกไป ย้อนกลับมาที่ครูรัตนะ ครูบอกว่า...จำได้ละ นพพร ๆ    แล้วกระซิบบอกความลับระดับชาติที่ทำเอาฉันตัวชาไปหมด “ครูชื่อรัตนะนะจ๊ะ ไม่ใช่รัตนา” 5555555 ฉันงี้อ๊ายอาย อุตส่าห์เป็นสาวมั่นตั้งนาน ครูสาราก็ร่วมเล่นเกมด้วย
ครูสารา- แล้วครูชื่ออะไร
ฉัน- ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรค่ะ รู้แต่ว่าครูเป็นหลานครูโอมาย ใช่ป่ะคะ
ที่รู้เพราะเมื่อปีก่อนนู้น ป้าจีบอกฉันน่ะค่ะ
ครูสารา- ใช่แล้วจ้ะ ครูชื่อครูสารา เป็นหลานครูโอมาย
ครูรัตนะ- ครูก็เป็นหลานครูโอมายเหมือนกันนะ
555555555 ครูรัตนะน่ารักใช่ไหมคะ ป๊ากขนถังน้ำใหญ่ ๆ พร้อมน้ำแข็งกระติกมหึมามารับแขกด้วย ตอนนี้คนก็เริ่มทยอยกันมาแล้ว ครูม.ล.ฉันทนาปีนี้มีไม้เท้ามาด้วยค่ะ ฉันเลยวิ่งไปช่วยพยุง ปรากฏว่า..ครูขาไม้เท้าครูติดล้อเหรอคะ ทำไมปรู๊ดปร๊าดนักล่ะคะ  55555555 ครูเดินเร็วมากค่ะ
พี่ด้าเข้ามาถามชื่อ นามสกุลและรุ่น เนื่องจากฉันแต่งกลอนไว้ค่ะ ฉันก็แซวพี่ด้าเล่น ๆ ว่าพี่ไม่รู้จักชื่อจริงอ่องเหรอคะ เจอใน facebook ทุกวัน พี่ด้าบอกว่ารู้ ๆ ว่านพ ๆ อะไรสักอย่างนี่แหละ ฉันแกล้งบอกพี่ว่าชื่อนพด้า นามสกุลเก่งระดมยิงค่ะ นี่เธอ...พี่กำลังยุ่งนะจ๊ะ ยังจะเล่นอีก 555555 ฉันบอกว่าไม่ต้องบอกชื่อก็ได้ค่ะ พี่ด้าบอกว่าไม่ได้ต้องประกาศ ฉันต่อรองแต่พี่อย่าทำการใด ๆ ให้อ่องต้องตกอยู่ในสายตามวลชนนะคะ อ่องไม่ชอบแสงสปอร์ตไลท์
ศิษย์เก่าก็เข้ามากัน แม้ว่าจะไม่มากมายเท่าไร แต่ก็ยิ้มแย้มทักทายกัน คุยกันเช่นเคย สักพักหนึ่งงานก็เริ่มค่ะ ครูพรรณมหาอธิษฐานเปิดงานแล้วพิธีกรก็ขอให้ช่วยกันเชิญครูขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ที่จัดไว้ เพราะเขาเตรียมเก้าอี้ไว้น้อย ครูที่อาวุโสน้อยก็ไม่ยอมขึ้นไปนั่ง เนื่องจากมองดูแล้วเก้าอี้ไม่พอ พวกเราก็ช่วยกันเสริมเก้าอี้ แล้วอ้อนครูให้ขึ้นไปจนได้ เต็มพื้นที่เลยค่ะ ฉันกลับมานั่งกับเพื่อน ๆ ที่มาเป็นตัวแทนรุ่น 105 จ๊ะส่งกล้องให้ บอกว่าให้ช่วยถ่ายภาพหน่อย ไอ้เราไม่ได้เอากล้องมาเพราะเจ็บมือ แต่เพื่อนขอให้ช่วยเก็บภาพให้ ก็โอเค ถ่ายก็ได้ เลยต้องเดินไปด้านหน้าเพื่อถ่ายภาพครู ไม่สามารถเก็บทั้งหมดใน 1 ภาพได้ แถมแว่นตาที่ใส่ก็มองไม่เห็นอีก เยี่ยมจริง ๆ ไม่รู้แระ กด ๆ ๆ ไปมั่ว ๆ ละกัน
กำลังนั่งถ่ายรูปอยู่ ห้องประชุมก็ขึ้นปาเจราซะงั้น โอ้...นั่งหน้าครูพอดี เลยนั่งพนมมือ ครูวรรณดีส่งซิกว่ายืนขึ้น ...555555 ถึงได้รู้ว่าเขายืนกันทั้งห้องประชุม ชาอีกแล้วค่ะพี่น้อง 555555 ดีที่ครูวรรณดีช่วยไว้ แล้วยืนมันหน้าสุด แต่ไม่ได้ร้องเพลงเนี่ยะนะ จะทำลิปซิงก็กลัวไม่เนียน เพราะฟังไม่ค่อยได้ยิน ไม่แน่ใจว่าไปถึงไหนแล้ว จะเดินหลบไปก็ใช่ที่ เขายืนสงบนิ่งกันหมด เลยก้มหน้างุด ๆ เซ็งเหลือประมาณ นี่ฉันตกอยู่ในสถานการณ์อะไร????? จ๊ะนะจ๊ะ...เอากล้องมาให้ฉันทำมายเนี่ยะ  พอจบปาเจรา ฉันก็กลับไปนั่งกับเพื่อนทันที ดีที่กลับไป หลังจากนั้นไม่นาน พี่ด้าก็อ่านกลอนของฉันค่ะ
ฉันแอบมองครู ๆ เห็นตั้งใจฟัง บางท่านก็อมยิ้มไปฟังไป ภาพเก่า ๆ รันเข้ามา ภาพความผูกพันระหว่างครูแต่ละท่านกับฉัน โดยเฉพาะในห้องเรียน เพราะฉันไม่เคยตั้งใจฟังครูพูดเหมือนที่ท่านกำลังตั้งใจฟังพี่ด้าอ่านกลอนของฉันเลย พอจบ โอ๋ถามฉันว่า ทำไมเขาบอกว่าเธออยู่รุ่น 105-106 ล่ะ เธอรุ่นเราไม่ใช่เหรอ ซ้ำชั้น? ตั้งแต่ตอนไหน??? ทำไมโอ๋ไม่เคยรู้เลยล่ะ? 555555 โอ๋..นี่เธอจะทำให้ฉันเสียใจเหรอว่าเธอไม่เคยสนใจฉันเลย 5555555
ตอนนี้ก็ถึงเวลารดน้ำครู ไม่มีพานพุ่มดอกไม้แบบปีก่อน แต่มีดอกไม้ให้ลูกศิษย์เอาไปให้ครูค่ะ ฉันถือไป 1 ดอกยืนดูอยู่จะให้ใครดี กะจะให้ครูที่ยังไม่ได้ดอกไม้ แต่มองดู หลายคนยังไมได้ 5555555 จะเด็ดกลีบดอกไม้ให้ครูคนละกลีบดีไหมคะ? ในที่สุดก็เลือกให้ครูปราณีก่อนแล้วกัน เดี๋ยวเดินไปเอาดอกไม้มาอีกก็ได้ พอเดินกลับไปอีกรอบ โหย หาที่แทรกแทบไมได้ค่ะ เลยเดินไปเอาขันน้ำไปพรมมือครูดีกว่า เริ่มจากหัวแถวไปเลย ครูบางท่านฉันยังไม่ทันได้แตะน้ำ ครูก็ยื่นมือมาแตะน้ำในขันแล้วแตะตัวฉันให้พรฉัน ครูอ่ะ...ให้หนูอวยพรครูก่อนดิคะ 55555555
กว่าจะถึงคนสุดท้าย เขยิบ ๆ ไปซะ บางครั้งครูต้องช่วยจับตัวไว้เพราะตอนเคลื่อนไปด้านข้าง ฉันเกือบล้ม 555555 สุด ๆ ไปเลยวันนี้ ตอนจบงาน ฉันคุยกับเพื่อนว่า ปีหน้าน่าจะมีสายพานเลื่อนนะ แบบเราคุกเข่าบนสายพาน แล้วสายพานนี้ก็เลื่อนไปเรื่อย ๆ พาเรารดน้ำ อย่างนี้จะวนกี่รอบก็ได้ไม่มียั่น 55555555 กว่าจะหมดนี่ ขาสั่นเลยค่ะ เข่าล้ามาก ๆ ปีหน้าต้องหาสนับเพลามาใส่ซะละมั้งเนี่ยะ แต่ก็ปลื้มใจที่ได้กราบรดน้ำครูจนครบ ไม่เว้นแม้แต่ครูโก๊ะกับครูนุจรินทร์
มงคลสูงสุดรองจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายแล้วก็คือครูนี่แหละค่ะ โดยเฉพาะเด็กวัฒนา ที่ครูต้องดูแลตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน ถึงแม้ว่าครูหลายท่านที่ฉันรดน้ำวันนี้อาจจะไม่เคยสอน หรือไม่ทันกันก็ตาม ก็ถือเป็นตัวแทนครูผู้จากเราไปแล้ว - ครูที่ยังอยู่แต่ไม่ได้มางานได้ ครูไม่ได้หวังอะไรจากลูกศิษย์ ไม่เคยร้องขอให้พวกเราดูแลครูตอบแทน นอกจากให้พวกเราเป็นคนดีในสังคม และเพียงปีละ 1 วันกลับมาเยี่ยมเยียนให้ครูได้เห็นหน้าบ้างเท่านั้นเอง
ความดีของมนุษย์เรา สูงสุดคือความกตัญญูกตเวทิตา เราไม่จำเป็นต้องรอจนเราพร้อมแล้วจัดทำอะไรใหญ่โตให้ แต่บางทีเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำได้ ทำออกจากหัวใจ และสม่ำเสมอ ยังความชื่นใจให้ผู้รับ เช่นการร้องเพลงของคณะ Alumni Glee Club และการมาสวัสดีครู มาให้ครูทายว่าหนูคือใคร 555555 ฉันรู้ดีว่าครูรักเรา และไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนเลยทุกสิ่งที่เราทำให้ครู จะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน ครูก็ปลาบปลื้มและให้พรกลับมาเท่า ๆ กัน
ครูบางท่าน ตั้งแต่เป็นครู+ศิษย์กันมาไม่เคยได้รับสิ่งของใด ๆ จากฉันเลยแม้แต่วันนี้ เพราะกระจาดที่ทำมาไม่พอแจก 5555555 แต่ครูก็ยังรัก ยังเมตตา ยังจำชื่อฉันได้ ยังยิ้มให้ดุจเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หนูขอกราบขอบพระคุณครูจากส่วนลึกของหัวใจค่ะ และขอสัญญาว่าจะรำลึกถึงครูทุกท่าน ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ตลอดไปค่ะ.

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

ตระการตากับศิลป์แห่งแผ่นดิน

ตระการใจกับ heartthrob แห่งวัฒนา
ว่ากันว่าที่สุดของความสุขในมนุษย์เรานั้นคือการได้สมหวัง แต่การที่จะตั้งความหวังนั้นก็ออกจะสุ่มเสี่ยงที่จะพาเราไปคาบเกี่ยวกับความทุกข์อยู่ ถ้าเราไม่มีศิลปะในการคาดหวัง
เมื่อก่อนปีใหม่ ได้รับค่าเรื่องล่วงหน้ามาจากพี่เจน ความที่เกิดอารมณ์แปรปรวน ไม่รู้ว่าเพราะน้ำขึ้นหรือลง รู้แต่ว่าหัวใจไม่ปกติ สมองไม่ทำงาน ก็เกิดความวิตกว่าจะเขียนบทความให้พี่เจนไม่ได้
ไม่รู้จะวิตกไปทำไม ในเมื่อมีความเป็นอัจฉริยะออกปานนี้ 555555 นี่ละ เป็นซะอย่างนี้นะคนเรา ก็จริงนิ ช่วงปีใหม่ที่อยู่กับบ้านคนเดียว อยู่กับความคิดวกวนหมุนเวียนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คิดไม่ออกเหมือนเดินในเขาวงกตแล้วหลงทางไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาหลายวัน สมองหมดแรง ประมาณนั้น
มาประจักษ์ในสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเองก็ตอนที่เพื่อนมาขอให้ช่วยเขียนกลอนวันครู ว่าเอาเข้าจริง ๆ ก็เค้นออกมาจนได้ แต่..ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เขียน ต้องอยากเขียนจริง ๆ ต้องมีความสุขที่จะได้ถ่ายทอดออกมา จะให้เขียนในเรื่องที่ขาดความสนใจ หรือความชำนาญ คิดว่าไม่น่าจะทำได้ เขาเรียกว่าอัจฉริยะวันละหนึ่งนาที ที่เหลือ 23 ชั่วโมง 59 นาที..โง่..เอาน่า ยังดีที่มีเวลาตั้งวันละนาทีเพื่อเป็นอัจฉริยะนะ 5555555
ย้อนกลับไปเรื่องพี่เจน ฉันออกจะเกรงใจพี่เจนอยู่ นอกจากเป็นพี่สาวที่เคารพรักแล้ว ฉันก็อยากตอบแทนความรักความเมตตาที่ได้รับมาตลอดเวลาที่ได้มาสนิทกัน มีไม่กี่อย่างที่ทำได้เพื่อพี่เจน ก็บอกแล้วไงว่าโง่ พอมีอะไรที่พอทำได้ ก็ไม่อยากทิ้งโอกาส ยิ่งพี่เจนอุตส่าห์ให้ตังค์มาล่วงหน้า แถมขึ้นค่าเรื่องให้โดยที่ไม่เคยเอ่ยปากขอ ความเกรงใจก็ยิ่งทวี ยังไง ๆ ก็ต้องเขียนให้ได้ แต่จะเขียนอะไรดีล่ะ?
ให้วันหนึ่งเห็นโอ๋สิริวิมลโพสต์ลง fb ว่าไปเที่ยวงานศิลป์แห่งแผ่นดิน..ใช่เลย งานนี้อยากไปมานานแล้ว ได้เวลาที่จะไปยลสักครั้งตอนนี้เอง แต่จะไปยังไงดี? เพราะไม่รู้ว่ารถเมล์สายไหนไปพระที่นั่ง แล้วจะต้องลงตรงไหน เดินไกลไหม? ที่ห่วงเรื่องเดินไกลเพราะได้ยินมาว่าต้องนุ่งกระโปรงค่ะ เมื่อนุ่งกระโปรงจะลากแตะก็กระไรอยู่ คิด ๆ แล้วก็กลัดกลุ้มเล็กน้อย ลองวัดดวงชวนพี่สาวสุดที่รักไปดีกว่า
ย้อนกลับไปปฐมบทของเรื่อง...ว่าด้วยการคาดหวังและการสมความปรารถนา แม้ว่าเส้นทางของคนทำงานกับคนว่างงานเป็นถนนคนละสายก็ตามที แต่ถนนที่วิ่งขนานกันไปสองเส้นนี้ก็มีบางช่วงไว้สำหรับยูเทิร์นอยู่ดี
ตั้งแต่ที่เจอพี่ตุ้มครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี ก็ไม่ได้เจอพี่ตุ้มบ่อย ๆ แต่ทุกครั้งที่ฉันเขียนเมลคุยกับพี่ตุ้ม ฉันมักจะชวนพี่ตุ้มไปนั่น ไปนี่ตลอดเวลา โดยเฉพาะโรงเรียนวัฒนา จนได้ยินเสียงถอนหายใจของพี่ตุ้มลอยมากับสายลมและจางหายไปในแสงแดด ปีที่ผ่านมา พี่ตุ้มแทบไม่ตอบรับเลย ถามว่าผิดหวังไหม ฉันต้องโกหกแน่ ๆ ถ้าตอบว่าไม่ผิดหวัง แต่ความผิดหวังนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจ และยอมรับ มันก็เลยไม่ส่งผลกระทบมากมายอะไร
ครั้งนี้ก็เช่นเคย ฉันลองชวนพี่ตุ้มไปงานศิลป์แห่งแผ่นดิน โป๊ะเชะ เหมือนถูกหวยจากล็อตตารี่ที่บังเอิญเก็บได้ 555555 อ่านเมลนั้นหลายรอบเลย กลัวตีความผิด อ่านกี่รอบ ๆ ก็ได้คำตอบ positive โอ้ลัลล้ามากค่ะงานนี้
ไปถึงบ้านพี่ตุ้มตามเวลานัด จิตตกหน่อยนึงเพราะคุณพี่ดูเหมือนไม่ค่อยอยากไป บ่นว่านอนน้อยง่วงมาก แต่ก็ปากหนักเกินว่าจะพูดว่างั้นยกเลิกไหมคะ กลัวพี่ตุ้มบอกว่า..ดีเหมือนกัน 555555 พี่ตุ้มบ่นนิดหน่อยเรื่องต้องใส่กระโปรง แต่พอไปถึงเห็นผู้หญิงที่ใส่กางเกง หรือแม้แต่ผู้ชายที่ใส่ขาสั้นมา โดนให้ใส่ผ้านุ่งแล้วคงดีใจไม่มากก็น้อยที่ใส่ซิ่นมา
ฉันออกจะเซ็งที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างในได้ โบรชัวร์ หรือหนังสือก็ไม่มีขาย เพราะฉันใช้กล้องเป็นตัวช่วยจดจำมานานแล้ว กฎมีไว้เพื่อละเมิดใช้ได้กับวัฒนาเท่านั้น ที่นี่ใช้ไมได้ ขนาดมือถือ และกระเป๋ายังต้องเก็บไว้ในล็อกเก็ตเลย อนุญาตเพียงเครื่องนุ่งห่มติดกาย และกระเป๋าสตางค์เท่านั้นที่ถือติดมือเข้าไปได้ ก่อนเข้าไปในตัวงาน เขาแจกรีโมตให้ค่ะ ไว้กดและฟังเล็คเช่อร์ ส่วนฉันเอาไว้ถือเล่นแก้เหงามือ เพราะฟังบ่ฮู้ จุ๊กกู้บ่ใจ๋ มันแปลว่าไรอ่ะอ่อง..ม่ายรุ้จิ555555
เพียงก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าไปในพระที่นั่ง ฉันก็ตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมยูโรเปี้ยนสไตล์แล้ว มันช่างอลังการและงดงามเป็นที่ยิ่ง จริง ๆ แล้วแค่เดินชมอาคาร ฉันก็ว่าคุ้มค่าบัตรผ่านประตูแล้วล่ะค่ะ ยังได้ชมผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าสมกับชื่องาน “ศิลป์แห่งแผ่นดิน” ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณพี่ตุ้มที่พาฉันมาจริง ๆ งานแต่ละชิ้น ประณีต งามหยดจริง ๆ เดินอ้าปากหวอ เพราะตื่นตาตื่นใจตลอดงาน แม้จะไม่รู้ประวัติความเป็นมาของงานแต่ละชิ้นสักเท่าไรก็ตามที ดูแล้วมีความสุขซาบซ่าน มีความภูมิใจที่ได้ร่วมแผ่นดินกับศิลปินผู้จรรโลงศิลปะชั้นสูงเหล่านี้
ได้ชมส่วนหนึ่งของโต๊ะเสวยเหล่าราชอาคันตุกะครั้งในหลวงทรงครองราชย์ครบ 60 ปี งานไม้แกะสลัก ผ้าปักไหมชั้นในที่ให้ความละเอียดสูง ฯลฯ ที่ชอบมากมีอยู่ 2 สิ่งค่ะ คือกระเป๋าย่านลิเภาทรงมะเฟือง น่าจะมีผลิตจำหน่ายด้วย เพราะรูปแบบเก๋ไก๋ลงตัว และปีกแมลงทับ โดยเฉพาะอันที่มีสีเหลือบม่วง ไม่น่าเชื่อว่าธรรมชาติรังสรรค์ได้ขนาดนั้น ไม่แน่ใจว่างานจะมีจัดถึงเมื่อไร แต่อยากขอเชิญชวนให้ไปชมกันนะคะ
เราสองคนพี่น้องเพลิดเพลินอยู่ในงานนานทีเดียว เดินออกมาแดดแรงจ้าลืมตาแทบไม่ขึ้น พี่ตุ้มแวะอุดหนุนสินค้าเยอะแยะไปหมด นัยว่าไว้เป็นของขวัญ แล้วเราก็เดินฝ่าไอแดด แต่ไม่ร้อนมากเท่าไร คงจะเพราะสะสมความเย็นจากภายในพระที่นั่งไว้มากพอ มานั่งจิบกาแฟกันก่อนกลับ พี่ตุ้มพาไปที่ร้านเกรย์ฮาวน์ทองหล่อ เพราะจะได้ซื้อลูกหยีที่ร้านข้าง ๆ ด้วย ไปถึงลูกหยีหมดซะงั้น แต่ฉันก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรมากมาย
คงเป็นเพราะอิ่มอกอิ่มใจ จากการได้ไปเที่ยวชมพระที่นั่ง ได้ชมงานศิลป์แห่งแผ่นดินกับพี่สาวอันเป็นที่รัก เลยทำให้ท้องไม่หิว นั่งพลิกเมนูอยู่นาน ไม่รู้จะกินอะไร 5555555 พี่ตุ้มคงง่วง อยากกลับไปบ้านนอน แต่คุณน้องก็มัวอ้อยสร้อยสะกดตัวหนังสือในเมนูอยู่นั่นแล้ว แถมตอนกินก็ยังละเลียดอีก คนมันไม่หิวอ่ะพี่ตุ้ม
อย่างไรก็ตาม พี่ตุ้มก็ยังเป็นพี่ตุ้มที่ใจดีเมื่อ 40 ปีก่อนไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะโดนน้องถ่วงเวลาจนเกือบหายง่วง ตอนนั่งรถขากลับ มีร้องเพลงคลอตาม cd ให้ฟัง ..darling you can count on me til the sun dries up the sea until then I’ll always be devoted to you…ฉันเกิดความอยากรู้ในบัดดลว่าใครเป็นคนร้อง เลยถามพี่ตุ้มพร้อมกับพลิกกล่อง cd เพลงหาชื่อนักร้อง พี่ตุ้มตอบหน้าตายว่า..อารุณีร้อง..55555555 อ่านะคุณพี่
เราได้คุยกันถึงเรื่องราวเก่า ๆ ตอนที่พี่ตุ้มพาน้อง ๆ 4 คนไปเที่ยวแดนเนรมิต พี่ตุ้มเล่าว่าตอนเข้าบ้านผีสิงเพราะฉันอยากเข้า พี่ตุ้มเป็นคนกลัวผี แต่ก็น่ะจะปล่อยให้น้อง ๆ เข้าไปกันเองก็กระไรอยู่ เดี๋ยวเอาลูกไปคืนคุณแม่ไม่ครบคนจะเป็นเรื่อง เพราะเอาลูกคุณแม่มาเที่ยวหมดบ้านเลยค่ะ เลยต้องตามเข้าไปด้วยแบบใจตุ้ม ๆ ต้อม ๆ ตื่นเต้นตกใจกับผีที่โผล่มาตลอดเส้นทางอันมืดมน ดีที่น้อง ๆ ไม่รบเร้าขอเข้าไปอีกรอบ 5555555 แหม พี่ตุ้มขา ผีแดนเนรมิตอ่ะเด็ก ๆ ของจริงน่ะอยู่ในโรงเรียนวัฒนาค่ะ
พี่ตุ้มถามว่าทำไมถึงรักพี่? คำถามโลกแตกนะคะเนี่ยะ ฉันว่าการที่เรารักใครสักคน บางครั้งไม่ใช่สิ่งที่จะบอกเหตุผลกันได้ เพราะหลาย ๆ หนที่มันไม่มีเหตุผล หรือเหตุผลฟังไม่ขึ้น เพราะความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก ความรักไม่ใช่งานวิจัยนิคะ จะได้มาวิเคราะห์หาเหตุผลที่มาที่ไป และทำไมจึงได้รัก ทำไมจึงคิดถึง ทำไมจึงผูกพัน และท้ายสุดทำไมจึงใจหายหรือแตกสลายกับการจากไป
แต่ความรักที่ดีจะไม่สลายไปกับการหายไปของคนที่เรารัก ความรักที่ดีจะสอนให้เราอดทน มีความเพียรที่จะเข้าใจ และยอมรับวิถีชีวิตและความคิดที่แตกต่างจากเรา ความรักที่ดีจะสอนให้เรารู้จักคาดหวัง และเรียนรู้ที่จะมีความสุขไม่เพียงจากความสมหวัง แต่กับความผิดหวังก็ยังทำให้เรามีความสุขได้ เพียงแค่คิดว่า..ไม่เป็นไร อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตที่ดี..
ไม่ได้พูดแบบโลกสวยนะคะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่างน้อยนี่ก็เป็นวิธีที่ฉันรัก wwa heartthrobs ของฉัน.

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ฟินไม่เลิกกับการฟังปุ้ยร้องเพลงสด

เพิ่งรู้ว่าบางครั้งเพลงก็ทำให้เราอิ่มทิพย์ได้
เพราะเมื่อคืนปุ้ยบอกว่า..รออ่านบล็อกด้วยคน 55555 เช้านี้เลยปั่นให้ปุ้ยอ่านก่อน เพื่อปรับระดับอารมณ์ให้เป็นปกติจะได้เขียนบทความที่เป็นกลางให้พี่เจน ไม่รู้จะกลางแบบไหน ท่าทางจะออกแนวกลางดวงพรซะละมั้ง 555555
ตื่นเช้ามา 7 โมงเปิด fb ดู โหคนมากด like รูปคู่กับปุ้ย มากกว่า 30 คน สายหน่อยมากกว่า 60 คน โอ้กล้วยปิ้ง 5555 แต่..มากกว่าครึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ สงสัยแฟนคลับปุ้ย เลยไปดูรูปที่ปุ้ยถ่ายกับคนอื่น ๆ ในวันเดียวกัน ก็ไม่เห็นคนกด likeมากมายเท่า เลยสงสัยต่อว่าเด็ก ๆ คงจะกดเพื่อแสดงความเคารพแฟนคลับอาวุโส ~~สวัสดีจ้ะหลาน ๆ 5555
ที่จริงก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ไปนั่งฟังเพลงปุ้ยสด ๆ อีกในระยะใกล้ เพราะเพิ่งไปฟังที่สวนหลวงร.9 มา แล้วก็รู้สึกเขินที่แก่แล้วยังวิ่งตามฟังเพลงนักร้องคนโปรดยังกับวัยรุ่น แต่พี่เจนมาขอให้เขียนบทความลงวารสาร conice ให้เวลา 5 วัน (ณ วันนี้ก็เหลือ 3 ละยังไมได้เริ่มเลย 55555) ก็บอกพี่เจนไปว่า...ขอเขียนเรื่องปุ้ยได้ไหมคะ พี่เจนตอบมาหลังจากนั่งอึ้งและอาจจะส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยหลายนาทีว่า...น่าจะได้นะ แต่อย่าออกแนวบ้าดารานะ...
โฮะทีพี่เจนกรณีคุณหลวงอ๋อมล่ะคะ? 55555555 อนึ่ง อ่องยังไม่ถึงขนาด crazy ปุ้ยซะหน่อย ที่ crazy จริง ๆ น่ะพี่เก็จค่ะ ปุ้ยเรียกว่า ชื่นชอบ พี่เจนก็เลยแบ่งรับแบ่งสู้ว่าลองเขียนมาดูละกัน แล้วพี่จะบอกว่าผ่านการพิจารณาหรือไม่....โหย เป็นครั้งแรกที่พี่เจนพูดแบบนี้กับฉันนะนั่น 555555 ปกติเห็นเชื่อมั่นในทุกเรื่องที่ฉันเขียน ตอนนี้ความเชื่อมั่นของพี่เจนหายไปไหนแล้วค้า?
พอดีว่าน้องชายสุดที่รักสั่งให้ช่วยจัดตะกร้าของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้า เลยหาเรื่องไปส่งตะกร้าวันเสาร์ เพื่อจะได้เลยไปฟังเพลงปุ้ยในตอนเย็น เนื่องจากอโศกกับ cw ก็ไม่ไกลกันเท่าไร เสร็จธุระกับน้องชายตั้งแต่ก่อนบ่ายโมง ว่าจะไปเดินหาซื้อหมวกมาทำ decoupage ให้น้อง กับเป้ใช้สักใบ ใบเก่าใช้มานานเต็มทีแล้ว น้องชายแนะนำให้ไปจตุจักร แต่ฉันไพล่ไปลงสยาม เพราะมันร้อนเลยขี้เกียจไปเจเจ ที่จริงกลัวพลาดฟังเพลง 55555
เดินทั่วสยามหาเป้และหมวกถูกใจไม่มี...ราคาก็แพงเกินรับไหว ว่าจะไปมาบุญครองก็ชักเมื่อยแล้ว เลยคิดว่าพรุ่งนี้วันอาทิตย์ค่อยไปเจเจแล้วกัน ว่าแล้วก็บ่ายหน้าสู่ cw เพราะยังไม่แน่ใจว่าปุ้ยจะร้องตรงไหน ฉันมันไม่สันทัดพื้นที่ cw มาเดินนับครั้งได้ มาถึงเวทีล้านนาที่ cw ตั้งแต่บ่าย 3 กำหนดของปุ้ยคือ 5 โมงเย็น จะนั่งรอเลยก็กระไรอยู่นะ 555555 ไม่มีโครงการจะย้ายสำมะโนครัวไปดอยสะเก็ดซะด้วยซิ นึกได้ว่าวันที่ 30 จะนัดพี่เจนมากินตะลิงปลิง เดินหาร้านหน่อยดีกว่า เคยอ่านมาเขาบอกว่า cw ใหญ่มาก อาจจะใช้เวลาร่วมชั่วโมง แต่..ความเป็นจริงคือ 10 นาทีก็เจอแล้ว ทำไมเจอง่ายขนาดนี้? 5555555 แล้วนี่ฉันจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงที่เหลือทำอะไรล่ะนั่น?
พยายามทำใจให้สนุกกับ window shopping แต่เดินตั้งนานก็ยังไม่ 5 โมงซะที ชักเหนื่อยแล้ว ไปนั่งจองที่ฟังเพลงดีกว่า 55555555 นั่งรออยู่นาน ปุ้ยก็มา ตอนแรกที่เห็นจำไม่ได้หรอก แต่คิดเหมือนกันคนนี้คล้ายปุ้ยจังนิ อาจจะเป็นพี่น้องเขาหรือเปล่า? ปุ้ยง่วนอยู่กับเครื่องเสียงเพื่อเตรียมการ เราก็นั่งมอง มองไปมองมา ปุ้ยมองสบตามาพอดี ยกมือไหว้ทักทายเหมือนจะพูดว่าสวัสดีค่ะพี่อ่องประมาณนี้ (ถ้าอ่านปากไม่ผิดนะ เพราะนั่งอยู่ระยะห่างเกินกว่าจะได้ยินเสียง) ช็อคเล็กน้อย ตื่นเต้นมากกว่า...ปุ้ยจำชื่อฉันได้ด้วย?!?!? wow 5555555
โปรแกรมเริ่ม late กว่าที่กำหนดไว้ครึ่งชั่วโมง แต่ก็คุ้มค่ามากมาย เพราะวันนี้ปุ้ยเป็นศิลปินเดี่ยวบนเวทีเล็ก ๆ แห่งนี้ ได้ฟังเพลงจุใจมาก ทั้งได้นั่งใกล้ ๆ เสียงก็ชัดไม่กระจายเหมือนตอนไปฟังที่สวนหลวงร.9 เพลงแรกที่ร้องคือลาวดวงเดือน เสียดายที่ปุ้ยร้องแบบ short cut อยากฟังเต็ม ๆ มากกว่า เนื่องจากเพลงนี้เป็นเพลงที่โปรดปรานมานานมาก
นานแค่ไหน โปรดปรานมากแค่ไหน ไปถามพี่เก็จดูได้ 555555 ถูกขอให้ดีดเปียโนเพลงนี้เป็นร้อย ๆ รอบแล้ว (แต่คุณพี่ก็ยังคงเส้นคงวาตรงดีดผิด ๆ ถูก ๆ ได้ทุกรอบ 555555)
ร้อง ๆ อยู่เข็มขัดหลุดกระเด็น 55555 นี่ขนาดเห็นบอกว่าไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เช้านะเนี่ยะ 
เพลงที่ฟังแล้วล่องลอยมากที่สุดสำหรับวันนี้ยกให้ลาวคำหอม และรองลงมา..เสน่หา..ฟังแล้วปิติจับขั้วหัวใจ แทบลืมหายใจเลยทีเดียว มันช่าง...จะใช้คำว่าอะไรถึงจะพรรณนาได้อย่างใจ? ฟังมาเป็นร้อย ๆ รอบทั้งทางคลิป ทาง mp3 แต่ขอบอกว่าเสียงสด ๆ ที่ได้ยินนั้น ...ขอเชิญนึกภาพนะคะ นพพรยืนอยู่บนยอดเขา อากาศสุดแสนบริสุทธิ์ อุณหภูมิที่สบายที่สุด สายลมโชยมาเอื่อยอ่อน แล้วนพพรก็สูดอากาศนั้นเข้าเต็มปอด ฮ้า~~~~ ความชื่นใจประมาณนี้เลยค่ะ555555 เขียนมาถึงตรงนี้..เริ่มเห็นใจพี่เจนครามครัน 555555555
เอากล้องขึ้นมาเพื่อถ่าย vdo แต่ถ่ายไปไม่ถึง 15 วิแบตดันหมดซะนี่ เซ็งไปเลย แบตสำรองก็ไม่มี แต่ได้ผูกมิตรกับหนุ่มน้อยข้าง ๆ ไว้ หล่อด้วยนะคะขอบอก 555555 ตอนอยู่ในงานฟังไม่ออกว่าชื่ออะไร แต่กลับมาบ้านรู้ใน fb ว่าชื่อ โซล พอถึงเพลงเสน่หาเพลงโปรด กล้องตัวเองแบตหมดใช่ป่ะ อยากได้คลิปนี้มากสะกิดหนุ่มยิก ๆ ...น้องจ๋า--ถ่ายคลิปดิ  ๆ ... หนุ่มโซลนอกจากหล่อแล้วยังมีน้ำใจ ทำตามแบบ (คง) งงจังตรู ไม่รู้ตัวว่าพี่สาวตามมาจากบ้าน???5555555
อัดคลิปให้ไม่พอ ยังถูกขอให้ช่วยถ่ายรูปคู่กับปุ้ยอีกด้วยนะ โอ้เจ้าป้า 5555555 จริง ๆ แล้วตลอดเวลา 1 ชั่วโมงที่ชมการแสดงได้พูดคุยกันตลอด รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างตามประสา แต่ก็ทำเนียนคุยไหลลื่นไปเรื่อย มีหาของไม่เจอบ้างประปราย ใจความที่ได้คือหนุ่มน้อยเป็นแฟนคลับน้องปุ้ยมานานแล้วก่อนเวที the voice Thailand อีก

ช่วงที่แฟนคลับมะรุมมะตุ้มกับปุ้ย ฉันก็ได้คุยกับพี่ป้อม ...(งงไหมคะ เรียกแม่ว่าพี่ เรียกลูกว่าน้องปุ้ย ก็จะเรียกคุณแม่ก็กระไรอยู่..แก่กว่าแค่ 6 ปี แต่ยังไม่อยากผันตัวเองเป็นน้าของปุ้ย) ได้รู้หลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับปุ้ยเพิ่มขึ้น ที่จริงถามเผื่อจะเอาไปเป็นสาระเขียนบทความลงวารสารพี่เจน แต่ก็..555555..เรื่องมีสาระไม่ค่อยชอบ ชอบแต่เรื่องไร้สาระ  เขียนไปลัลล้าไป นี่ซิคือสิ่งที่ชีวิตควรจะเป็น จะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเพื่อใครหรือไม่ สิ่งแรกนั้น...คนทำต้องมีความสุข สิ่งที่ทำออกมาจึงจะดี และสามารถมอบความพึงพอใจให้ผู้อื่นได้
สิ่งที่ฉันเขียน มันอาจจะไม่ปึกแผ่นเป็นแก่นสาร แต่มันก็บริการเป็นกันเองกับคนอ่าน เว้นแต่พี่เจนที่ป่านนี้อาจจะหน้านิ่วคิ้วขมวดไปแล้วว่านี่น้องฉันจะส่งบทความให้ทันเวลาไหม เหลือเวลาอีก 2 วัน 555555 ของงี้ต้องลุ้นค่ะพี่เจน ต้องลุ้น~~~
ขณะที่เขียนบล็อกอยู่ พี่ตุ้มก็โทรมาเรียกให้ออกไปเจอกันที่ทองหล่อ...ปิดคอมโลดแล่นไปทันที 555555 ก็แหมรอมาตั้งเกือบปีกว่าพี่ตุ้มจะมีเวลาให้นิ ได้ไปกินข้าว 1 มื้อ 2 ร้านอาหาร แปลกไหมคะ? แถมสองร้านก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันด้วยนะ ร้านที่สองอยู่ central world 555555 มาสองวันติดเลย ระหว่างกินข้าวพี่ตุ้มก็ถามเรื่องปุ้ย ไม่ได้เจอกันเกือบปีก็จริง แต่ฉันเขียนเมลคุยกับพี่ตุ้มตลอด ดังนั้นพี่ตุ้มจึง update ความเป็นไปของชีวิตฉันตลอดเวลา รู้ว่าตอนนี้น้องสาวกำลัง in  กับปุ้ยมากแค่ไหน มากขนาดเขียนบล็อกถึงปุ้ย 2 บทความติดกัน ....
จริง ๆ บล็อกนี้...ที่ตัดสินใจเขียนเพราะปุ้ยบอกว่ารออ่านหรอก 5555555 เราจะปล่อยให้นางฟ้าเสียงสวรรค์ประทานรอเก้อได้ไง ไม่ได้แน่นอน เดี๋ยวนางฟ้าไม่มีความสุข ร้องเพลงไม่เพราะ 555555555 ยังรักษาความ r e w ได้คงเส้นคงวาจริงจริ๊ง.
https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=2txHuszxg-s  เพลงลาวดวงเดือน ตอนร้อง เข็มขัดหลุดซะงั้น 55555
http://www.youtube.com/watch?v=NLgdFzgilVE&feature=youtu.be เพลงเสน่หา แบบเดี่ยวไมโครโฟน

http://www.youtube.com/watch?v=B7BY7cR4d5g&feature=youtu.be เพลงลาวคำหอม ที่สุดฟิน