จะค่อย ๆ เขียนเล่าไปนะคะ อาจจะยาวและละเอียดหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้กำลังจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ด้วยค่ะ
Day 1
ทดลองเดินทางไปแอร์พอร์ตด้วยตัวเอง โดยรถสาธารณะ ขึ้นรถสีเหลืองคันโต 550 หน้าบ้าน ที่เขียนว่าสุวรรณภูมิ - ลาดพร้าว แบกกระเป๋าเดินทางใบโตกับเป้ติดตัว 1 ใบ รถเมล์คันนี้ตั้งแต่นั่งมาก็หลายรอบแล้ว ไม่เคยเต็ม มีที่ให้นั่งสบาย ๆ ตลอด วันนี้ก็เช่นกัน นั่งไม่นานก็ถึงท่ารถในสนามบิน ยกกระเป๋าเดินลงไปหา Shuttle Bus มีหลายคัน ส่วนมากเจ้าหน้าที่เขาจะแนะนำให้ขึ้นสาย express แต่ว่ามีเวลาถมถืด ขณะนี้เวลาประมาณ 5 โมงเย็น แต่ flight น่ะเที่ยงคืนกว่า 555555 อู๋บอกว่าจะบ้าเหรอไปทำไมแต่ไก่โห่ บอกว่าจะเดินช็อปปิ้งที่ King’s Power สักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ จึงกระโดดขึ้น Shuttle Bus Route A ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะบอกว่ามันอ้อมนะ เราก็ถามเขาว่าแล้วมันพาไปห้องผู้โดยสารขาออกหรือเปล่าล่ะ ถ้าพาไปฉันก็ไป มีเวลาเยอะมากไม่ต้องห่วง ก็ขึ้นนั่ง ควักสมุดมาเขียน นึกว่านาน ยังไม่ทันไรเลย ถึงซะแล้ว ไหนว่าอ้อมนานไง? ความที่คิดว่านาน เลยไม่ได้สนใจมองอะไรเท่าไร มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเขียนไดอารี่ เงยหน้าขึ้นมา อ้าวรถกำลังออกจากท่าที่ต้องลง เลยลงผิดเพราะลงไม่ทัน ต้องหอบฟางหินเดินย้อนกลับไปตั้ง 2-3 ประตู ซ้อมเดินตั้งแต่ยังไม่ออกจากประเทศไทยเลย 55555
เป็นเวลามากกว่า 20 ปีที่ไม่ได้ไปต่างประเทศ และกว่า 1 ปีที่ขึ้นเครื่องบิน ก็เดินหาเคาน์เตอร์เช็คอิน ดีที่มีรถเข็นสำหรับใส่กระเป๋า เพราะกระเป๋าฉันมันไม่มีล้อ ที่จริงไม่ใช่กระเป๋าฉันหรอก เป็นของอู๋ให้ยืมมา ฉันไม่ได้ซื้อใหม่ เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เดินทางบ่อย จะมีกระเป๋าไปทำไม ลงจากรถชัตเติ้ลก็ยกกระเป๋าอันหนักอึ้ง เพราะต้องเตรียมเสื้อผ้าไปสำหรับ 7 วัน ไปที่มีรถเข็นจากนั้นก็สบายละ ลากรถเข็นเข้าไปในตัวอาคาร หาง่ายมากกว่าที่คิด เคาน์เตอร์เช็คอิน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีเรียบร้อย 55555 ก็มาตั้งแต่ไก่ยังไม่ตื่น แล้วก็เข้าไปเดินเล่นดูร้านรวงต่าง ๆ อ้อ ไปสมัครสมาชิกบัตร King’s Power ด้วย คิดว่าจะเอาไว้ซื้อของ duty free สักหน่อย เดินไปเดินมารู้สึกของมันแพงอยู่นา แต่ก็กะซื้อน้ำหอมให้คุณแม่หน่อย เดินไปกด ATM เพราะในตัวมีเงินไทยไม่กี่ร้อย กับเงินหยวน เงินไทยไม่พอซื้อ แต่เงินหยวนซื้อไม่ได้ - *- แต่พอไปถึงตู้ ATM งงได้อีก ใส่บัตรเข้าไปกดรหัสเสร็จ มันถามว่าจะเอาดอลลาร์หรือยูโร จ๊ากกก ฉานจะเอาเงินไทยอ่ะ 555555 เลยไม่ได้ซื้อ เดิน window shopping ไปจนสุดปีกตึกเห็นมี lounge สำหรับสมาชิก KP (King’s Power แหละ) ก็เลยใช้สิทธิ์ซะเลย สมัครไป 500 บาทได้คูปองมาซื้อของ 500 บาท แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร อย่างน้อยเข้าไปนั่งพักก็ยังดี
สะดวกสบายค่ะ lounge เนี่ยะ สามารถพักผ่อนได้ดี มีอาหาร-เครื่องดื่มให้ตักกินฟรี มีทีวี หนังสือพิมพ์ เก้าอี้นั่งพักผ่อน ห้องน้ำห้องท่า และที่สำคัญคือมีเน็ตให้ใช้
ฉันไม่ได้เอามือถือมา เลยออนเอ็มเจอเพื่อนให้เขาช่วยโทรบอกอู๋มาเจอกันที่ KP lounge เชื่อไหมว่า 3 ทุ่มแล้วอู๋ยังอยู่ที่อโศกอยู่เลย เหอ ๆ ใจเย็นน่าดู ฉันก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก อย่างมากก็นั่งหัวเราะที่อู๋ตกเครื่องบิน แต่ฉันก็คงไม่ได้บินทั้ง ๆ ที่เช็คอินไปแล้ว กระเป๋าก็โหลดไปแล้ว เพราะไม่รู้ชื่อโรงแรมที่จะไปพัก แล้วไม่รู้จักใครในเซี่ยงไฮ้เลย แถมทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงิน 2 พันหยวน
พูดถึงเงินหยวน กว่าจะหาที่แลกได้ก็ตระเวณหาแลกอยู่หลายแบ้งค์เลย ดีที่ป๊ากสงเคราะห์พาไปแลกที่ธนคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ ตรงแถวนานา ก็เกือบแลกไม่ได้ เหมือนว่าเงินหยวนขาดตลาด เหอ ๆ ดูเหมือนพนักงานธนาคารจะบอกว่ามีอยู่แค่เนี่ยะ โชคดีจัง
ประมาณ 4 ทุ่ม ให้ปัน (ในmsn)โทรถามอู๋อยู่ไหน ยังรถติดอยู่บนถนนอยู่เล้ย ได้ลุ้นกันตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเลยนะทริปนี้ ตื่นเต้นคอต ๆ 555555 แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร ออกไปเดินดูของใน KP ทำไมช็อคโกแลตแพงจังเลย ลืมใส่นาฬิกามา เลยไม่มีเวลาดู แต่อยู่แอร์พอร์ตมีนาฬิกาให้ดูเยอะแยะ ไม่ต้องห่วง
สุดท้ายแล้วอู๋ก็มาถึงประมาณ 5 ทุ่ม ฉิวเฉียดจริง ๆ แทนที่จะเดินงวงเข้าเครื่อง ต้องนั่งรถโค้ชไปอีก อู๋บอกว่าที่เป็นงี้เพราะว่างวงช้างของสุวรรณภูมิแพง การบินไทยเลยไม่เทียบงวง...เอ้า..ของเราเอง ทำไมคิดแพงล่ะนี่??? แล้วสายการบินอื่น ๆ ก็เห็นเขาเทียบงวงกันทั้งนั้น
ฝนเริ่มตกแล้ว...พอขึ้นเครื่อง อู๋ก็บ่นว่าที่นั่งแคบมาก แล้วยืดขาไม่ได้เลย แต่มองไปเยื้อง ๆ เป็นที่นั่งว่าง 2 ที่ แถวกลางหน้าจอหนัง ถามแอร์แล้ว ไปนั่งได้ ฉันจึงย้ายไปนั่ง ก็นั่งสบาย เพราะที่นั่งข้าง ๆ ว่าง แล้วตรงหน้าก็กว้าง แต่กระนั้นก็เถอะ...ตื่นมาก็ปวดคอ เพราะนอนไม่สบายเท่าไร ก็ยังดีกว่านั่งคุดคู้อยู่ที่เดิมละกัน
เครื่องบินสมัยนี้เขามี GPS ให้ผู้โดยสารดู เครื่องนี้มีจอหนังส่วนตัว แต่ขี้เกียจดู ง่วงแล้ว นั่งอ่าน GPS ที่รายงานตลอดเวลาว่าตอนนี้อยู่ที่ความสูง – อุณหภูมินอกเครื่อง – ลมปะทะแล้วตอนนี้บินอยู่ตรงไหนแล้ว คาดว่าในอนาคตอาจจะมีช่องอาหารเสิร์ฟอาหารโดยตรงถึงที่นั่งเลย ไม่ต้องให้แอร์มาเสิร์ฟอีกแล้ว
นอนหลับไปนานพอสมควร ตื่นมาเพราะความหนาว อ่านจากจอได้ความว่าอุณหภูมิข้างนอก -51 องศาเซลเซียส ถ้าหน้าต่างเปิดออกคง freezed ทันที ก็ใกล้จะถึงแล้วล่ะ แอร์เดินแจกผ้าอุ่น ๆ ให้เช็ดหน้าเช็ดตาเตรียมกินอาหารเช้า ผ้าอุ่น ๆ ที่กลายเป็นผ้าเย็นในเวลาไม่ถึง 1 นาที ต้องขอน้ำร้อนมากิน เพราะว่าหนาวจริง ๆ ตอนแอร์เดินมาเสิร์ฟอาหาร เขาจะถามว่าจะรับอะไร แต่ความที่ฉันหูตึง (หน้าหย่อนยาน -*-) เลยยื่นสมุดให้แอร์ช่วยเขียนหน่อยว่าพูดว่าอะไร แอร์เอาไปสักพัก เขียนแบบตั้งใจมาก 55555 รับกลับมาถึงกับขำก๊ากเลย คือเขาวาดเป็นรูปให้น่ะค่ะ
555555 ดูเท่าไรก็ดูไม่ออก เลยบอกว่าอะไรก็ได้ ยกมาเถอะ 5555555 ปรากฏว่าเป็นไข่เจียว ไส้กรอก แล้วก็ครัวซอง 5555555 อืม ๆ เหมือนมากเลยเนอะ 55555555 นึกถึงท่านผู้หญิงสุมาลีขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าอันไหนจะเป็นรหัสลับได้มากกว่ากัน เป็นการเริ่มทริปที่หรรษาตั้งแต่อยู่เหนือน่านฟ้าจีนเลยทีเดียว ระหว่างกินอาหาร ดู GPS ไป เข้าเขตประเทศจีนแล้วค่ะ กำลังจะ landing ในชั่วโมงข้างหน้า มองนอกหน้าต่าง ฟ้าสว่างแล้วทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะตี 5 เอง Good morning Shanghai หนีห่าว?
It isn't a calamity to die with dream unfulfilled, but it is a calamity not to dream.
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
Sumalee’s Code
สิ่งที่เห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็น...เสมอไป...

ก่อนที่จะเล่าอะไรให้อ่านกัน วันนี้มาชวนเล่นเกมค่ะ ทายภาพปริศนา...มาทายกันว่าภาพ ๆ นี้....คือรูปอะไร? เจ้าของภาพคือศิษย์อาวุโสผู้ทรงเกียรติของชาวกระโปรงแดง...ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิชค่ะ ฉันอยากให้ผู้อ่านลองมองภาพนี้ แล้วนึกเดาหาคำตอบดูนะคะ อย่าเพิ่งเลื่อนไปอ่านตอนจบ
ในระหว่างที่คิดหาคำตอบ ก็เชิญไปเที่ยวบ้านยุกตะเสวีบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ด้วยกันค่ะ
วันที่พวกเราไปบ้านท่านผู้หญิงฯ เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ฉันกับป๊ากไปถึงก่อนใคร พักหลังนี้เราปรับปรุงตัวหลังจากที่โผล่ไปเป็นคนสุดท้ายที่บ้านป้าจี หลัง ๆ เราจึงได้ไปเป็นคนแรก ๆ
ในเมื่อมาถึงเร็ว ฉันก็วิ่งถ่ายรูปไป กินน้ำลำไยที่แสนอร่อยไป ลูกลำไยก็นุ่ม อร่อยไม่น้อย พี่จ๋อมาเป็นคนที่ 2 แล้วพี่แดงก็ตามมาในเวลาไล่เลี่ยกันในภาพลักษณ์ของพจมานไร้เปีย เดินเข้ามาในบ้านทรายทอง 55555 แล้วพี่หน่อยก็ตามมา ปิดท้ายด้วยพี่เจนกับครูวรรณดี
เมื่อครบคณะแล้ว เราถึงได้เข้าไปข้างในบ้านทรายทองอย่างเป็นทางการ สายตาก็ปะทะเข้ากับกระจกทวิภพ!!! เราก็ถ่ายรูปมอบกระเช้าผลไม้อย่างเป็นทางการก่อนไปนั่งคุยกัน ตามเคย...นพพรฟังไม่รู้เรื่อง 5555555 แต่จะลุกไปนั่งใกล้ ๆ ก็นะ มันต้องข้ามหลายคน เลยให้เป็นหน้าที่ของพี่จ๋อ กับป๊ากจดข้อมูลไป เดี๋ยวไปอ่านเอาทีหลังได้ ตอนนี้ขอถ่ายรูปก่อน แชะ ๆ ๆ 5555555 เฮ้อ...แสงน้อยอ่ะ ไม่ชอบใช้แฟรชเลย ก็พยายามเล็ง แล้วเกร็งมือให้นิ่งสุดฤทธิ์ ยังไม่ชัวร์อีก เลยขอกล้องของพี่จ๋อมาเสริม ท่านผู้หญิง ...ก็เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย เล่าไปก็มองหน้าคนฟังไป มีอยู่คนที่เหมือนไม่สนใจฟังเลย เอาแต่นั่งยื่นหน้ายื่นกล้องถ่ายรูปอย่างเดียว สงสัยจะเป็นตากล้องของทีม 555555 ไม่รู้ท่านจะว่ายังไง ถ้าทราบทีหลังว่าฉันมีหน้าที่เขียนบทความครั้งนี้? ที่จริงถ้าไม่มีพี่จ๋อ ไม่มีป๊าก ฉันก็คงเขียนบทความไม่ได้เรื่องหรอกค่ะ เพราะไม่สามารถซึมซับข้อมูลการสนทนามาเพียงพอ
แต่เพราะมี team work ที่ต่างคน ต่างทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี งานเขียนจึงออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ 5555 ชมพวกกันเองซะงั้น
ที่จริงฉันก็จับใจความได้นา.....5555555 ฟังท่านผู้หญิงเล่านู่น เล่านี่ชั่วโมงกว่า 2 ชั่วโมง จับได้เรื่องเดียว...55555 เก่งเนอะ คือเรื่องที่ครูให้นักเรียนปีนต้นไม้ (สมัยฉันไม่เห็นมีใครสอนให้ปีน มีแต่เรียกให้ลงมา -*- ) ท่านผู้หญิงก็ไม่กล้าลง ครูเลยบอกว่างั้นก็อยู่บนนั้นแหละ ฉันจึงได้มีโอกาสร่วมวงสนทนาด้วยคำถามว่า... “แล้วท่านผู้หญิงลงมาได้อย่างไรคะ?” 555555 น่า....แจม 1 ประโยคก็ยังดีน่า
แต่มีอีกเรื่องที่ค้างใจ คือเรื่องของภาพปริศนาที่จั่วหัวเรื่อง แต่ความที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยถามไม่ถนัด ประมาณว่าท่านได้คะแนนภาพวาดเขียน ...0 (ศูนย์) คะแนน....ทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กเรียนเก่ง แล้ววิชาวาดเขียนเนี่ยะ...ไม่ว่าจะวาดได้แย่แค่ไหน ก็ไม่ควรได้ 0 อ่ะ คุณครูที่สอนชื่อครูไสวหรือเปล่าคะ ถึงได้ใจร้ายกับเด็กหญิงสุมาลีจัง
ได้จังหวะถามตอนหลังกินข้าวค่ะ แต่จะเล่าถึงมื้อเที่ยงก่อนค่ะ 555555 ชอบพูดเรื่องกิน 5555555 ตอนแรกที่เห็นขนมจีนซาวน้ำแล้วรู้สึกเซ็งจิตเล็กน้อย เนื่องเพราะกินไม่ค่อยเป็น แต่ความที่หิว ก็ตักมาลองชิมดู อ๊า....อร่อยแฮะ 555555555 เลยลุกไปเติม เป็นคนเดียวมั้งที่ลุกไปเติมอีกรอบ 55555555 แต่ก็อุตส่าห์แก้ว่ากินแทนพี่หน่อย กับพี่แดงที่กลับไปก่อน 5555555 น่าเชื่อเนาะ เห็นกินอย่างเอร็ดอร่อยซะขนาดนั้น เปาะเปี๊ยะทอดก็อร่อยค่ะ แต่ไม่ได้กินเกิน 1 ชิ้นเพราะเจ็บคอ กินของทอดมาก ๆ เดี๋ยวไอค่ะ หมดของคาว ท่านผู้หญิงก็เชิญชวนให้กินไอติม มีรสขิง กระท้อน ลูกหว้า...แต่ละชื่อ 5555555 เอากระท้อนไว้ก่อน แล้วก็ชิมรสลูกหว้า กับรสขิงด้วยอย่างละนิด ลูกหว้าฝาดมาก ส่วนรสขิงก็...ไม่ถูกลิ้นไร้สาระ 555555 แต่ป๊ากชอบ
พออิ่มหนำสำราญแล้ว จึงได้จังหวะที่ฉันจะถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ พอดีแม่บ้านเอากระดาษดินสอมาอธิบายวิธีการเย็บผ้าหุ้มกล่องทิชชูให้พี่เจน ฉันเลยได้โอกาส ขอยืมกระดาษและปากกาต่อ แล้วส่งให้ท่านผู้หญิง
“ท่านผู้หญิงคะ วาดรูป....ที่ท่านเล่าให้ดูหน่อยค่ะ แบบว่า...หนูนึกภาพไม่ออก”
ซึ่ง...ก็คือภาพที่พูดถึงตอนต้นเรื่องนี่เอง ..... พอท่านวาดเสร็จส่งมา....เอ้อ มันคือดาวินซีโค้ดเหรอคะ 5555555 พอจะเข้าใจครูวาดเขียนแล้ว เพราะครูให้วาด แจกัน ในเวลา 1 ชั่วโมง ท่านผู้หญิงเล็งแล้ว..เล็งอีก คิดคำนวณสเกลด้วยภูมิวิชาคณิตศาสตร์อย่างละเอียด 5555555 แต่มันละเอียดไปหน่อยไหมคะ ถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ ดูยังไง๊ ยังไงก็ไม่เป็นแจกัน ฉันจึงตั้งชื่อภาพนี้ว่า...Sumalee’s Code ซะเลย ดาวินก็ดาวินเหอะ...ชิดซ้าย 55555
วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เที่ยวละไมไปตามอิสระของหัวใจ
ก็ใจมันแตกซะแล้วนี่
นับจากวันสงกรานต์ที่หยุดยาว ญาติมิตรที่คุ้นเคยต่างก็ออกท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง เหลือเราเฝ้าบ้านอยู่นางเดียว ที่จริงที่บ้านก็ชวนไปพัทยา แต่เกิดอาการเบื่อรถติด เวลาวันหยุดยาวจึงชอบอยู่กรุงเทพมากกว่า
เหมือนอยู่คนเดียวในโลกเลย 5555555 เพื่อนที่คุยเอ็มด้วยก็ไปต่างจังหวัดกันหมด เพื่อนกทม ก็..ไม่ได้นัดเพราะคุยโทรไม่ได้ เลขาที่เคยช่วยคุยให้ก็ไปเที่ยวหมด ไม่มีใครเป็น “หู” ให้ จึงอยู่คนเดียวจริง ๆ แรก ๆ ก็ไปเดินซีคอนค่ะ จนวันหนึ่งรู้สึกเอือมห้างแล้ว เลยคิดว่า อย่ากระนั้นเลย...ไปนั่งรถเล่นเที่ยวกทมดีกว่า ถนนเป็นของเรา 5555555 ว่าแล้วก็คว้าหมวก กระเป๋าตังค์ วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ เลือกคันใหม่ ๆ สะอาด ๆ ขึ้น 5555555 ไม่สนใจว่ามันจะพาไปไหน เลยไปโผล่ปากเกร็ดนู่น แผนการทีแรกกะว่าจะนั่งรถไป แล้วนั่งกลับ ไม่เที่ยว
แต่พอมาถึงปากเกร็ด เอาวะ ไปเที่ยวเกาะเกร็ดหน่อยก็ไม่เลว ก็นั่งเรือข้ามฟากไป 2 บาท แป๊บเดียวถึง ยังนั่งเรือไม่หายอยากเลย สายตาเหลือบไปเห็นมีทัวร์เจ้าพระยา ไปร้านขนม เลยซื้อตั๋วซะเลย แล้วก็นั่งเรือตากแดด เพราะชอบนั่งตรงดาดฟ้าเรือ แต่หน้าไม่ยักดำ แล้วก็ไม่ร้อนด้วยค่ะ ลมตึง ๆ กำลังดี
วันหยุดต่อมาก็เลยไปเที่ยวอีกที ทีนี้มาโผล่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ขึ้นมั่วหลายสายมาก ประมาณว่ายืนรอรถเมล์ พอผ่านมาเห็นว่างก็กระโดดขึ้น แล้วไปกระโดดลงหน้าเอ็มโพเรียมเพราะว่ามันดันสุดสายที่อโศก พอลงเสร็จก็ยืนรอรถอยู่นาน ปล่อยให้ผ่านไปหลายคันอยู่เหมือนกัน เพราะหลายใจ 55555 ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะไปคันไหนดี ในที่สุดก็เอ้า ขึ้นคันใหม่ ๆ เขียนว่าไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จะได้นั่งนาน ๆ ไปไกล ๆ หน่อย โฮะ พาอ้อมโลก นั่งชมเมืองสมใจนึก 555555
ตอนนี้ก็เริ่มติดใจแล้วค่ะ ว่าวันหยุดต่อไปจะไปที่ ๆ แปลก ๆ ชื่อไม่คุ้นหูสักที เช่นแสมดำ ฯลฯ ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหน เดาว่าคงจะแถว ๆ .....เอ้อ...แถว ๆ แสมดำแระ 5555555 ก็ไม่รู้จริง ๆ นี่นาว่ามันอยู่ตรงไหน
ถามว่าเที่ยวแบบนี้ได้อะไร ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ ได้แค่ฆ่าเวลาแบบไร้สาระ แต่แสนเสรี ช่วงนี้อยากปลดปล่อยหัวใจ เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็ยังไม่เคยประพฤติเลยนะ ไอ้นั่งรถเที่ยวไปแบบไม่มีแผนล่วงหน้าเนี่ยะ พอได้เที่ยวแบบนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจดี ก็ขนาดไปคนเดียว ยังไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าจะไปไหน
นี่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันหยุดแล้วล่ะ อยากเที่ยว ท่าจะใจแตกซะแล้วเรา
นับจากวันสงกรานต์ที่หยุดยาว ญาติมิตรที่คุ้นเคยต่างก็ออกท่องเที่ยวต่างประเทศบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง เหลือเราเฝ้าบ้านอยู่นางเดียว ที่จริงที่บ้านก็ชวนไปพัทยา แต่เกิดอาการเบื่อรถติด เวลาวันหยุดยาวจึงชอบอยู่กรุงเทพมากกว่า
เหมือนอยู่คนเดียวในโลกเลย 5555555 เพื่อนที่คุยเอ็มด้วยก็ไปต่างจังหวัดกันหมด เพื่อนกทม ก็..ไม่ได้นัดเพราะคุยโทรไม่ได้ เลขาที่เคยช่วยคุยให้ก็ไปเที่ยวหมด ไม่มีใครเป็น “หู” ให้ จึงอยู่คนเดียวจริง ๆ แรก ๆ ก็ไปเดินซีคอนค่ะ จนวันหนึ่งรู้สึกเอือมห้างแล้ว เลยคิดว่า อย่ากระนั้นเลย...ไปนั่งรถเล่นเที่ยวกทมดีกว่า ถนนเป็นของเรา 5555555 ว่าแล้วก็คว้าหมวก กระเป๋าตังค์ วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ เลือกคันใหม่ ๆ สะอาด ๆ ขึ้น 5555555 ไม่สนใจว่ามันจะพาไปไหน เลยไปโผล่ปากเกร็ดนู่น แผนการทีแรกกะว่าจะนั่งรถไป แล้วนั่งกลับ ไม่เที่ยว
แต่พอมาถึงปากเกร็ด เอาวะ ไปเที่ยวเกาะเกร็ดหน่อยก็ไม่เลว ก็นั่งเรือข้ามฟากไป 2 บาท แป๊บเดียวถึง ยังนั่งเรือไม่หายอยากเลย สายตาเหลือบไปเห็นมีทัวร์เจ้าพระยา ไปร้านขนม เลยซื้อตั๋วซะเลย แล้วก็นั่งเรือตากแดด เพราะชอบนั่งตรงดาดฟ้าเรือ แต่หน้าไม่ยักดำ แล้วก็ไม่ร้อนด้วยค่ะ ลมตึง ๆ กำลังดี
วันหยุดต่อมาก็เลยไปเที่ยวอีกที ทีนี้มาโผล่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ขึ้นมั่วหลายสายมาก ประมาณว่ายืนรอรถเมล์ พอผ่านมาเห็นว่างก็กระโดดขึ้น แล้วไปกระโดดลงหน้าเอ็มโพเรียมเพราะว่ามันดันสุดสายที่อโศก พอลงเสร็จก็ยืนรอรถอยู่นาน ปล่อยให้ผ่านไปหลายคันอยู่เหมือนกัน เพราะหลายใจ 55555 ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะไปคันไหนดี ในที่สุดก็เอ้า ขึ้นคันใหม่ ๆ เขียนว่าไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า จะได้นั่งนาน ๆ ไปไกล ๆ หน่อย โฮะ พาอ้อมโลก นั่งชมเมืองสมใจนึก 555555
ตอนนี้ก็เริ่มติดใจแล้วค่ะ ว่าวันหยุดต่อไปจะไปที่ ๆ แปลก ๆ ชื่อไม่คุ้นหูสักที เช่นแสมดำ ฯลฯ ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหน เดาว่าคงจะแถว ๆ .....เอ้อ...แถว ๆ แสมดำแระ 5555555 ก็ไม่รู้จริง ๆ นี่นาว่ามันอยู่ตรงไหน
ถามว่าเที่ยวแบบนี้ได้อะไร ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ ได้แค่ฆ่าเวลาแบบไร้สาระ แต่แสนเสรี ช่วงนี้อยากปลดปล่อยหัวใจ เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็ยังไม่เคยประพฤติเลยนะ ไอ้นั่งรถเที่ยวไปแบบไม่มีแผนล่วงหน้าเนี่ยะ พอได้เที่ยวแบบนี้แล้วรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจดี ก็ขนาดไปคนเดียว ยังไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าจะไปไหน
นี่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันหยุดแล้วล่ะ อยากเที่ยว ท่าจะใจแตกซะแล้วเรา
วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553
รวมพลรำลึกถึงอาจารย์อายะดา
ด้วยคารวะในจิตวิญญาณความเป็นครูของท่านค่ะ

ฉันไม่รู้จักครูอายะดามากนัก ทั้ง ๆ ที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่ที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนี่ ตอนเด็ก ๆ ยังไม่รู้เลยว่าท่านชื่ออะไร และไม่รู้ด้วยด้วยว่าเป็นครู เนื่องจากท่านได้ลาออกไปสอนที่อื่น แม้ว่าท่านมาโรงเรียนบ่อย แต่ก็นะ สมัยฉันเด็ก ๆ เห็นศิษย์เก่าหลายคนวนเวียนมาวัฒนาบ่อย ๆ และด้วยความเป็นเด็กที่ไร้สาระ เลยไม่ได้สนใจ 55555
พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คือจบจากโรงเรียนแล้ว และกลับไปวนเวียนเที่ยวละไมในวัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ฉันก็พอจะรู้จักครูอายะดาว่าท่านเคยเป็นครู แถมยังเป็นครูที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณได้รับความยอมรับนับถืออย่างสูงท่านหนึ่ง แต่ฉันก็ยังรู้สึกเฉย ๆ ค่ะ
ปีนั้นฉันคุยกับครูชัชว์ อยากจะจัดปาร์ตี้เซอร์ไพร้ส์ครูจินตา ฉันเสนอให้ครูชัชว์รวบรวมเพื่อนร่วมรุ่นให้มากที่สุด และครูชัชว์ยังเสนอให้ใช้สถานที่ ๆ บ้านครูชัชว์ด้วยค่ะ เนื่องจากถ้าจัดที่บ้านครูจินตาก็จะไม่เซอร์ไพร้ส์ แต่ถ้าจัดที่อื่น ครูจินตาก็ไม่ไป ช่วงนั้นครูมีปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำบ่อย เลยไม่อยากไปไหน ฉันเห็นครูอยู่บ้านมาก ๆ จะเฉาเอา เลยอยากให้มีอะไรครึกครื้นสำหรับครูบ้างน่ะค่ะ
นี่คืออีกภาพที่ประทับใจ ครูและเพื่อน ๆ ซึ่งวันนั้นก็ 70 กว่ากันแล้วเข้ามามะรุมมะตุ้มย่อตัวไหว้ แล้วห้อมหน้าล้อมหลังครูตามกันขึ้นไปบนบ้าน มันเป็นภาพที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกคุ้มจริง ๆ ค่ะ
เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันครบรอบการจากไปของครูอายะดา พี่เจนได้จัดปาร์ตี้รำลึก และเรียกให้ฉันและแก๊งค์ (55555 เดี๋ยวนี้พี่เจนให้พี่จ๋อ ป๊ากและฉัน เป็นแก๊งค์ไปแล้ว) ไปร่วมสังสรรค์ และสังเกตการณ์ด้วย ฉันถึงเชื่อจริง ๆ ค่ะว่าครูอายะดามีความดี ความเป็นครูที่อยู่ในใจศิษย์วัฒนา เพราะถึงแม้ว่าสถานที่จัดงานจะอยู่ในดงทหารตั้งกองทัพประชันหน้ากับม็อบแดง ฉันยังนึกว่าจะมีคนมากี่คนนี่?
ไปถึงสปอร์ตคลับสายกว่า 11 โมง พี่เจนโทรถามตอนเราอยู่หน้าจามจุรีสแควร์ สงสัยกลัวเราเบี้ยว 555555 ที่ช้าเพราะว่าแวะไปรับครูชัชว์ด้วยน่ะค่ะ แล้วก็นะ ถนนรอบนั้นรถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย ไปถึงก็เจอพี่เจน พี่จ๋อ พี่น้อยด้วยมั้ง (ลืมแล้ว 55555) ลูกสาวพี่เจนกับโต๊ะยาว ๆ และมุมบุฟเฟ่ต์ หิวซ่กเลย ฉันไหว้นายกแล้วไม่พูดพล่ามทำเพลง ขอโซ้ยก่อนล่ะ 55555555 เป็นธรรมดานะคะ กองทัพเดินด้วยท้อง งานการอะไรก็ตามจะเดินได้เราต้องมีอาหารอยู่ในกระเพาะก่อน 555555 ระหว่างการกิน (อันยาวนาน) ผู้คนก็ทยอยมาเรื่อย ๆ ฉันและแก๊งค์เห็นว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะได้นั่งใกล้ ๆ กันจะได้เม้าสะดวก พวกเราก็ค่อย ๆ ถอยร่นไปเรื่อย ๆ เดินไปหยิบอาหารจานใหม่กลับมาไม่เคยได้นั่งที่เดิม 555555 เพราะคนมาใหม่เรื่อย ๆ ที่ฉันกรี๊ดคือคุณป้าจีอ่ะค่ะ แบบว่าอยากเจอท่านอีกหลังจากที่ได้ไปเยี่ยมบ้านคราวนั้น และก็พี่เฉิดพี่หน่อย สองสาวนี้มาในเครื่องแบบของรุ่น ดีจังเลยนะ ทำไมรุ่นเราไม่มียูนิฟอร์มมั่งฟระเหมียว? 55555555 พี่เฉิดบอกว่ารุ่นเขามีเสื้อที่เหมือนๆ กันหลายตัวเลย สงสัยเวลานัดมีตติ้งทีก็ต้องนัดเสื้อด้วย 5555555555
ถอยจนกระทั่ง...สุดดินคือถิ่นน้ำ เขตคามไทยสุดแนว เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว...5555555 เลยต้องขึ้นโต๊ะใหม่ อาหารมีให้เลือกเยอะแยะบานตะเกียงค่ะ ตั้งแต่ข้าวราดแกง ขนมจีน ข้าวแช่ อาหารญี่ปุ่น สเต็ก ขนมไทย ๆ เครป เค้ก ไอติม ผลไม้ฯลฯ จำได้แต่ที่กิน 55555555 โอ๊ว...กินเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย มิน่าอิ่มข้ามวันเลย 5555555555
พูดถึงเรื่องถ่ายรูป...เฮ้อ ๆ ๆ ขอถอนหายใจหน่อยเถอะ มือสั่นอย่างแรง ภาพไหวมากค่ะ เพราะฉันไม่ชอบใช้ flash ว่าจะหากล้องใหม่ที่ค่าความไวแสงสัก 1600 ไว้ใช้สักตัวค่ะ (คงอีกนาน 555555)

ฉันไม่รู้จักครูอายะดามากนัก ทั้ง ๆ ที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่ที่เห็นมาตั้งแต่เด็กนี่ ตอนเด็ก ๆ ยังไม่รู้เลยว่าท่านชื่ออะไร และไม่รู้ด้วยด้วยว่าเป็นครู เนื่องจากท่านได้ลาออกไปสอนที่อื่น แม้ว่าท่านมาโรงเรียนบ่อย แต่ก็นะ สมัยฉันเด็ก ๆ เห็นศิษย์เก่าหลายคนวนเวียนมาวัฒนาบ่อย ๆ และด้วยความเป็นเด็กที่ไร้สาระ เลยไม่ได้สนใจ 55555
พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คือจบจากโรงเรียนแล้ว และกลับไปวนเวียนเที่ยวละไมในวัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ฉันก็พอจะรู้จักครูอายะดาว่าท่านเคยเป็นครู แถมยังเป็นครูที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณได้รับความยอมรับนับถืออย่างสูงท่านหนึ่ง แต่ฉันก็ยังรู้สึกเฉย ๆ ค่ะ
ได้มาสัมผัสตัวตนในช่วงสั้น ๆ ครั้งแรก จำได้ดีค่ะ เป็นเดือนตุลาคมหลายน่าจะประมาณ10-20 ปีก่อน (จำได้ดี???? 555555) ก็งี้แหละค่ะ ฉันมีปัญหาเรื่องเวลาของโลกเล็กน้อย เอาเป็นวันว่ามันเดือนตุลาคมชัวร์ ๆ ก็แล้วกันค่ะ ทำไมถึงยืนยันมั่นใจเกินปลาทองอย่างนี้? มันมีที่มาน่ะซิคะ
ปีนั้นฉันคุยกับครูชัชว์ อยากจะจัดปาร์ตี้เซอร์ไพร้ส์ครูจินตา ฉันเสนอให้ครูชัชว์รวบรวมเพื่อนร่วมรุ่นให้มากที่สุด และครูชัชว์ยังเสนอให้ใช้สถานที่ ๆ บ้านครูชัชว์ด้วยค่ะ เนื่องจากถ้าจัดที่บ้านครูจินตาก็จะไม่เซอร์ไพร้ส์ แต่ถ้าจัดที่อื่น ครูจินตาก็ไม่ไป ช่วงนั้นครูมีปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำบ่อย เลยไม่อยากไปไหน ฉันเห็นครูอยู่บ้านมาก ๆ จะเฉาเอา เลยอยากให้มีอะไรครึกครื้นสำหรับครูบ้างน่ะค่ะ
ครูชัชว์ก็..เอ้าร่วมด้วยช่วยกัน เนื่องจากครูจินตาก็เป็นเพื่อนรักมาตั้งแต่เด็ก ๆ และความที่ครูวรรณดีเกิดวันเดียวกัน ฉันก็เลยไปเชิญครูวรรณดีด้วย แต่ครูชัชว์ได้แอบเชิญครูอายะดาโดยไม่บอกใครเลย ไม่บอกแม้กระทั่งฉันซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วม
พอถึงวันนั้นฉันก็ไปรับครูจินตามาบ้านครูชัชว์ ครูจินตาทราบแต่ว่าจะมากินข้าว มานั่งคุยกันที่บ้านครูชัชว์ แต่ไม่รู้ว่าจะมีปาร์ตี้ค่ะ มาถึงก็นั่ง ๆ กันสักพัก เพื่อน ๆ ก็ทยอยกันมาทีละคนสองคน ครูชัชว์เยี่ยมมากค่ะ สามารถรวบรวมรุ่นได้สิบกว่าคนเลยทีเดียว จากนั้นครูชัชว์กับฉันก็ทิ้งบ้านไปรับอาหาร ฉันเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าครูชัชว์จะไปรับครูอายะดาด้วย ฉันยังคิดในตอนนั้นเลยว่า...สงสัยครูอายะดาเป็นเพื่อนอีกคน 555555 ไม่ได้คิดว่าครูจะเป็นครูของครู เนื่องจากในสายตาฉันเห็นคนสูงอายุวัยเดียวกันหมด 55555555
บ้านครูอายะดาอยู่ใกล้ ๆ บีทีเอสอ่อนนุชค่ะ ตอนนี้จำไม่ได้แล้วอยู่ตรงไหน (แล้วไหนบอกว่าจำได้ดี จำอะไรได้ดีฟระ?5555555) ต้องจอดรถไว้ปากซอย แล้วเดินเข้าซอยเล็ก ๆ เข้าไปในบ้านค่ะ ฉันยังพอระลึกได้อยู่ว่าบ้านครูเป็นบ้านที่เพดานเตี้ยมาก เมื่อเทียบกับว่าครูเป็นหญิงร่างสูงคนหนึ่ง ตอนนั้นครูอายะดายังเดินเหินคล่องแคล่วดีค่ะ ก็รับครูออกมา ครูเดินอยู่ข้างหน้า ฉันเดินตามหลัง เพื่อนบ้านปลูกต้นไม้เลื้อย ต้นอะไรลืมไปแล้ว 55555 เอาเป็นว่ามันมีดอกไม้ก็แล้วกัน 555555555
สิ่งที่ฉันเห็นและติดตาจนทุกวันนี้ในความอารมณ์ดีของครูก็คือ ครูเดินไป แวะดมดอกไม้ไป ยังกับนางสีดาชมสวนเลยค่ะ 5555555 แต่นั่นคือจุดแรกที่ฉันรู้สึกประทับใจ มีคนบอกว่าฉันมักจะประทับใจอะไรง่าย ๆ และมักจะเป็นไอ้จุดเล็ก ๆ ที่ใคร ๆ มองข้าม ก็งี้แระค่ะฉัน
พอมาถึงบ้านครูชัชว์ รถติดฟิล์มค่ะ บรรดาลูกศิษย์ชราของครูอายะดายังนั่งเม้าท์แตกไม่ได้สนใจว่าเจ้าของบ้านกลับมาแล้ว วัฒนาเป็นงี้เกือบทุกรุ่นเลยนะ 555555555 แต่ทันทีที่ครูอายะดาปรากฏกายขึ้น เกิดมานพพรไม่เคยเห็นครูวรรณดีกรี๊ด ๆ 5555555 เว่อร์ไปละ ถึงไม่เหมือนวัยรุ่นสมัยนี้เจอนิชคุณ แต่ก็ใกล้เคียงแหละ จริงเหรอ 5555555 ก็ประมาณนั้นนะ แฮ่มมมม ยัยนพพรเอาครูกับเพื่อนวัฒนารุ่นดึกมาเม้าเหรอ? หนูไม่ได้เม้านะคะ แต่หนูเล่าถึงด้วยความเคารพรักตะหากค่ะ
นี่คืออีกภาพที่ประทับใจ ครูและเพื่อน ๆ ซึ่งวันนั้นก็ 70 กว่ากันแล้วเข้ามามะรุมมะตุ้มย่อตัวไหว้ แล้วห้อมหน้าล้อมหลังครูตามกันขึ้นไปบนบ้าน มันเป็นภาพที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกคุ้มจริง ๆ ค่ะ
เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันครบรอบการจากไปของครูอายะดา พี่เจนได้จัดปาร์ตี้รำลึก และเรียกให้ฉันและแก๊งค์ (55555 เดี๋ยวนี้พี่เจนให้พี่จ๋อ ป๊ากและฉัน เป็นแก๊งค์ไปแล้ว) ไปร่วมสังสรรค์ และสังเกตการณ์ด้วย ฉันถึงเชื่อจริง ๆ ค่ะว่าครูอายะดามีความดี ความเป็นครูที่อยู่ในใจศิษย์วัฒนา เพราะถึงแม้ว่าสถานที่จัดงานจะอยู่ในดงทหารตั้งกองทัพประชันหน้ากับม็อบแดง ฉันยังนึกว่าจะมีคนมากี่คนนี่?
ไปถึงสปอร์ตคลับสายกว่า 11 โมง พี่เจนโทรถามตอนเราอยู่หน้าจามจุรีสแควร์ สงสัยกลัวเราเบี้ยว 555555 ที่ช้าเพราะว่าแวะไปรับครูชัชว์ด้วยน่ะค่ะ แล้วก็นะ ถนนรอบนั้นรถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย ไปถึงก็เจอพี่เจน พี่จ๋อ พี่น้อยด้วยมั้ง (ลืมแล้ว 55555) ลูกสาวพี่เจนกับโต๊ะยาว ๆ และมุมบุฟเฟ่ต์ หิวซ่กเลย ฉันไหว้นายกแล้วไม่พูดพล่ามทำเพลง ขอโซ้ยก่อนล่ะ 55555555 เป็นธรรมดานะคะ กองทัพเดินด้วยท้อง งานการอะไรก็ตามจะเดินได้เราต้องมีอาหารอยู่ในกระเพาะก่อน 555555 ระหว่างการกิน (อันยาวนาน) ผู้คนก็ทยอยมาเรื่อย ๆ ฉันและแก๊งค์เห็นว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะได้นั่งใกล้ ๆ กันจะได้เม้าสะดวก พวกเราก็ค่อย ๆ ถอยร่นไปเรื่อย ๆ เดินไปหยิบอาหารจานใหม่กลับมาไม่เคยได้นั่งที่เดิม 555555 เพราะคนมาใหม่เรื่อย ๆ ที่ฉันกรี๊ดคือคุณป้าจีอ่ะค่ะ แบบว่าอยากเจอท่านอีกหลังจากที่ได้ไปเยี่ยมบ้านคราวนั้น และก็พี่เฉิดพี่หน่อย สองสาวนี้มาในเครื่องแบบของรุ่น ดีจังเลยนะ ทำไมรุ่นเราไม่มียูนิฟอร์มมั่งฟระเหมียว? 55555555 พี่เฉิดบอกว่ารุ่นเขามีเสื้อที่เหมือนๆ กันหลายตัวเลย สงสัยเวลานัดมีตติ้งทีก็ต้องนัดเสื้อด้วย 5555555555
กิน ๆ ๆ และกิน 5555555 เอ้อ ...ไม่เชิงนะ ก็มีเม้าด้วย แต่ความที่หูตึง ส่วนใหญ่เลยกิน 5555555 พี่เจนเอาไดอารี่ของครูอายะดามาเลือกอ่านให้ฟัง ฉันก็เก็บภาพไปเรื่อย เพราะแบตตารี่หูข้างหนึ่งมันใกล้หมด ดังแกร็ก ๆ ในหูเลยฟังไม่รู้เรื่อง
พูดถึงเรื่องถ่ายรูป...เฮ้อ ๆ ๆ ขอถอนหายใจหน่อยเถอะ มือสั่นอย่างแรง ภาพไหวมากค่ะ เพราะฉันไม่ชอบใช้ flash ว่าจะหากล้องใหม่ที่ค่าความไวแสงสัก 1600 ไว้ใช้สักตัวค่ะ (คงอีกนาน 555555)
ท้ายสุดก่อนจบงาน ก็มีพิธีรดน้ำอังคารครูอายะดาค่ะ พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา จริงแท้แน่นอนค่ะ คนเราดีไม่ดีจริง วัดได้ตอนที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็ดับสูญตามไปด้วย เว้นแต่ความประพฤติของเรา ที่จะอยู่ใจหัวใจ และตามปากผู้คนให้เขาเม้าถึง คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาสูงส่ง หรือต่ำต้อย เกิดมาในครอบครัวดี หรือครอบครัวโจร ล้วนแต่เลือกไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะตายอย่างคนดี หรือตายอย่างคนชั่วค่ะ.
วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553
ข้าวมันไก่สิงคโปร์ที่บ้านยุ้งข้าว
ตอนแรกที่อ่านแผนที่บ้านพี่เจน ความที่พี่เจนไม่พิมพ์เมลภาษาไทย เลยทำให้อ่าน Bann Yoong Khao เป็นบ้านยูงขาว นี่เกรงใจนะ 55555 ที่จริงคิดจะถามพี่เจนว่ายุงบ้านพี่มีสีขาวเหรอคะ แต่พอขับมาถึงหน้าประตู...จึงได้ร้องอ๋อ บ้านยุ้งข้าวนี่เอง ชื่อบ้านเท่ห์ดี ไว้มีโอกาสจะถามความเป็นมาสักหน่อย
พี่เจนชวนมากินข้าวมันไก่สิงคโปร์ค่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ เคยกินแต่ข้าวมันไก่ไทยแลนด์ มีพรายกระซิบว่าพี่เจนทำอาหารอร่อย แต่ด้วยความจำสั้น...จำไม่ได้แล้วว่าใครคือพรายตนนั้น
เราสองคนมาถึงก่อนใคร ๆ เป็นครั้งแรกที่ป๊ากไม่สาย 555555 ปกติต้องโผล่ไปเป็นคนสุดท้าย ฉันก็เลยถือวิสาสะเดินถ่ายรูปนอกบ้านพี่เจน เพราะพื้นที่กว้างมาก มีสวนปลูกมะม่วง มีบ่อเลี้ยงปลา แต่ไม่มีเล้าไก่
สักพักแขกก็ทยอยกันมา มีพี่บุษ พี่จ๋อ และบรรดาครูอาวุโส ทั้งที่ฉันรู้และไม่รู้จัก ก็เข้าบ้านกัน บ้านพี่เจนสลับซับซ้อน เพราะตอนที่ฉันออกจากห้องกินข้าวมา แล้วจะกลับเข้าไป หลงค่ะ...หาประตูไม่เจอ 5555555 ยืนงงอยู่พักหนึ่ง ก็มีคนผ่านมาให้ถามทาง 55555555 เรื่องจริงนะ ไม่ได้เว่อร์
เพิ่งรู้ว่าเป็นวันเกิดคุณแม่พี่เจน พี่เจนเลยชวนพวกเราและครู ๆ หลายท่านมากินข้าวมันไก่กัน คุณแม่พี่เจนบ่นเสียดายที่ละมุดยังไม่สุก ฉันก็ชอบกินมากเลยละมุดเนี่ยะ แต่ถึงละมุดไม่สุก ก็มีมะม่วงสุกเสิร์ฟค่ะ อร่อยมากมาย
แขกมาถึงแล้วแต่อาหารยังไม่พร้อม ทุกคนก็เลยรวมตัวกันร้องเพลง ดนตรีมีอยู่ในหัวใจวัฒนาจริง ๆ ฉันไม่ร้องเพลง ก็นั่งเชียร์ 55555 ร้องเพลงจบก็ประสาคริสเตียนที่ดี ต้องมีอธิษฐานเปิดงาน ครูวรรณดีถูกเลือกให้เป็นคนนำอธิษฐาน ครูบ่นขำ ๆ ว่าเป็นคนแก่นี่ไม่ดีเลย ถูกใช้ทุกที 55555555 แต่ก็เต็มใจนะคะ
และแล้วเวลานี้ที่รอคอยก็มาถึง เวลากินข้าวมันไก่ไงคะ 555555 นอกจากข้าวมันไก่สิงคโปร์แล้ว ก็ยังมีสลัดสิงคโปร์ด้วยค่ะ พี่เจนทำเยอะมากกกก มื้อนี้สังหารไก่ตายไป 3 ฝูงครึ่งได้มั้ง ตบท้ายด้วยมะม่วงสุก และเค้กไอติม อิ่มหนำกันถ้วนหน้า ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ เย้ ๆ ๆ ๆ
เสียดายไม่มีภาพอาหาร เพราะมัวแต่กิน ไม่ทันได้ถ่ายรูปไว้ค่ะ มีแต่รูปพี่เจนสับไก่
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่เพิ่งรู้เกี่ยวกับคุณพ่อพี่เจนคือท่านเป็นองครักษ์ที่เสียชีวิตไปเมื่อครั้งปฏิวัติหลายปีก่อน น่าชื่นชมค่ะ สำหรับผู้ที่สละชีพเพื่อหน้าที่และสิ่งที่ตนคิดว่าคือความถูกต้อง คนเรามักจะต่อสู้เรียกร้องไป แต่ถ้าจะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกก็คิดดูก่อนแทบทั้งนั้น เพราะคนเรา อะไรจะสำคัญไปกว่าการมีชีวิตอยู่? ได้เห็นลายพระหัตถ์ของราชินีครั้งแรกก็ที่บ้านพี่เจนนี่แหละค่ะ แต่พี่พจน์ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ ถ่ายมาแต่ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพที่แต่งกลอนไว้อาลัยคุณพ่อพี่เจนค่ะ
พี่เจนชวนมากินข้าวมันไก่สิงคโปร์ค่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ เคยกินแต่ข้าวมันไก่ไทยแลนด์ มีพรายกระซิบว่าพี่เจนทำอาหารอร่อย แต่ด้วยความจำสั้น...จำไม่ได้แล้วว่าใครคือพรายตนนั้น
เราสองคนมาถึงก่อนใคร ๆ เป็นครั้งแรกที่ป๊ากไม่สาย 555555 ปกติต้องโผล่ไปเป็นคนสุดท้าย ฉันก็เลยถือวิสาสะเดินถ่ายรูปนอกบ้านพี่เจน เพราะพื้นที่กว้างมาก มีสวนปลูกมะม่วง มีบ่อเลี้ยงปลา แต่ไม่มีเล้าไก่
สักพักแขกก็ทยอยกันมา มีพี่บุษ พี่จ๋อ และบรรดาครูอาวุโส ทั้งที่ฉันรู้และไม่รู้จัก ก็เข้าบ้านกัน บ้านพี่เจนสลับซับซ้อน เพราะตอนที่ฉันออกจากห้องกินข้าวมา แล้วจะกลับเข้าไป หลงค่ะ...หาประตูไม่เจอ 5555555 ยืนงงอยู่พักหนึ่ง ก็มีคนผ่านมาให้ถามทาง 55555555 เรื่องจริงนะ ไม่ได้เว่อร์
เพิ่งรู้ว่าเป็นวันเกิดคุณแม่พี่เจน พี่เจนเลยชวนพวกเราและครู ๆ หลายท่านมากินข้าวมันไก่กัน คุณแม่พี่เจนบ่นเสียดายที่ละมุดยังไม่สุก ฉันก็ชอบกินมากเลยละมุดเนี่ยะ แต่ถึงละมุดไม่สุก ก็มีมะม่วงสุกเสิร์ฟค่ะ อร่อยมากมาย
แขกมาถึงแล้วแต่อาหารยังไม่พร้อม ทุกคนก็เลยรวมตัวกันร้องเพลง ดนตรีมีอยู่ในหัวใจวัฒนาจริง ๆ ฉันไม่ร้องเพลง ก็นั่งเชียร์ 55555 ร้องเพลงจบก็ประสาคริสเตียนที่ดี ต้องมีอธิษฐานเปิดงาน ครูวรรณดีถูกเลือกให้เป็นคนนำอธิษฐาน ครูบ่นขำ ๆ ว่าเป็นคนแก่นี่ไม่ดีเลย ถูกใช้ทุกที 55555555 แต่ก็เต็มใจนะคะ
และแล้วเวลานี้ที่รอคอยก็มาถึง เวลากินข้าวมันไก่ไงคะ 555555 นอกจากข้าวมันไก่สิงคโปร์แล้ว ก็ยังมีสลัดสิงคโปร์ด้วยค่ะ พี่เจนทำเยอะมากกกก มื้อนี้สังหารไก่ตายไป 3 ฝูงครึ่งได้มั้ง ตบท้ายด้วยมะม่วงสุก และเค้กไอติม อิ่มหนำกันถ้วนหน้า ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ เย้ ๆ ๆ ๆ
เสียดายไม่มีภาพอาหาร เพราะมัวแต่กิน ไม่ทันได้ถ่ายรูปไว้ค่ะ มีแต่รูปพี่เจนสับไก่
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่เพิ่งรู้เกี่ยวกับคุณพ่อพี่เจนคือท่านเป็นองครักษ์ที่เสียชีวิตไปเมื่อครั้งปฏิวัติหลายปีก่อน น่าชื่นชมค่ะ สำหรับผู้ที่สละชีพเพื่อหน้าที่และสิ่งที่ตนคิดว่าคือความถูกต้อง คนเรามักจะต่อสู้เรียกร้องไป แต่ถ้าจะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกก็คิดดูก่อนแทบทั้งนั้น เพราะคนเรา อะไรจะสำคัญไปกว่าการมีชีวิตอยู่? ได้เห็นลายพระหัตถ์ของราชินีครั้งแรกก็ที่บ้านพี่เจนนี่แหละค่ะ แต่พี่พจน์ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ ถ่ายมาแต่ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพที่แต่งกลอนไว้อาลัยคุณพ่อพี่เจนค่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
คุณครูผกาย ประกายเรืองรองของอดีตกาล
ผู้มีบุญคุณกับฉันอย่างใหญ่หลวงเป็นการส่วนตัว
ตอนแรกที่พี่เจนมีบัญชาลงมาว่าให้ฉันกับป๊ากร่วมคณะไปกราบเยี่ยมครูผกาย ฉันก็รู้ตัวแล้วว่า..พี่เจนจะให้ฉันทำสกู๊ปแหง ๆ แล้วก็อิดออดไม่อยากไปเลย ข้อหนึ่งเพราะครูผกายเป็นใคร ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อมาก่อน แล้วทำไมฉันต้องไปด้วย? ในเมื่อฉันก็ได้ยืนยันไปแล้วว่า...จะไม่ร่วมทีมทำวารสาร ในเมื่อสาราณียากรเขาบอกว่าเขาอยากทำงานคนเดียว ก็จะปล่อยให้เขาได้ทำงานคนเดียวจริง ๆ ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวไม่ว่าทางใด ๆ แต่พี่เจนก็คงห่วงวารสารประสานายก แล้วฉันเองก็เกรงใจพี่เจนในระดับหนึ่ง อีกอย่างได้ยินว่าครูวรรณดี ครูพรรณมหา ครูสาลินีก็ไปด้วย จึงคิดว่า...เอาน่า..ไปเที่ยวกับครู
ฉันคงเสียใจแย่ถ้าไม่ได้ไป เพราะการไปทริปนี้ทำให้ฉันได้เจอพี่แดง ปริศนา ผู้ชักนำฉันไปพบพี่ตุ้มในเวลาต่อมา ตามบทความก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกถึงบุญคุณของครูผกายอยู่จนวันนี้ เพราะการได้เจอพี่ตุ้ม เป็นยิ่งกว่า heavenly investment ที่ครูได้ประสาทพรพวกเราทุกคน
ครูผกายเป็นหญิงชราที่แข็งแรง ปราดเปรียวเกินอายุเป็นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่อาวุโสกว่าใครในศูนย์อภิบาลฯ แต่ก็ไม่ต้องพึ่งรถเข็นเลย แถมเดินได้ดีมากด้วย ฉันจูงมือครูก็จริง แต่ก็แค่จูงมือไม่ได้ประคองครูเดินอย่างประคองคนแก่ทั่วไป กลับมายังบอกคุณแม่ตัวเองเลยว่า ครูผกายเดินดีกว่าคุณแม่เสียอีก ...ได้เรื่อง คุณแม่งอนไป 10 วินาที 555555555
ไอ้ที่เป็นโจ๊กประจำทริปคือพี่จ๋อสุดหล่อ เอ๊ย สวยของพวกเรานี่เอง 55555555 คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขำกลิ้งทีนั้น ครูผกายสับสนในเพศของหนูสรวรรณเป็นที่ยิ่ง เพราะนอกจากว่าจะหน้าตาคมคาย (หล่อป้าด) แล้วซอยผมเกือบเกรียน แล้วยังชอบแต่งตัวแบบทอม ๆ แถมหุ่นแบนหน้า แบนหลัง 555555555 ยากที่จะให้ใครดูว่าเป็นผู้ฉิงนะพี่จ๋อนะ ฉันเลยต้องย้ำกับครูผกายว่าครูขา วัฒนาน่ะโรงเรียนหญิงล้วนนะคะ ม่ายมีผู้ชายค่ะ แต่ครูก็ยังคงติดสงสัยอยู่ไม่วาย ถ้าใครได้ฟังเทปการสนทนาแล้วจะทราบเองค่ะ ต้องขอบคุณพี่บุษที่คอยถือเทปตามครูประมาณไม่พลาดสักช็อตเด็ด ส่วนฉันกับพี่จ๋อก็มีหน้าที่เก็บภาพไปตามเคย
ตอนนี้ฉันเริ่มติดใจกับทริปเยี่ยมเยียนศิษย์เก่าแล้วล่ะค่ะ ดีจริงๆ ที่ได้อยู่ในวังวนของวังหลังวัฒนา เป็นอะไรที่ฉันตระหนักอยู่เสมอว่าแสนโชคดีที่พ่อแม่เอาฉันเข้าโรงเรียนนี้ แล้วตอนที่คุณแม่ฉันห่วงว่าฉันจะเรียนกับเด็กปกติได้หรือไม่ เพราะหูตึงแต่อ้อนแต่ออกก็กลัวว่าเพื่อนๆ จะล้อเลียนแล้วฉันจะมีปมด้อย แต่อ.จ.เพ็ญเพ็ชรได้ยืนยันกับคุณแม่ว่าจะดูแลให้ไม่ต้องห่วง ทำให้ฉันได้เติบโตมาในสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุด ได้พบเพื่อนดี ๆ มาก ๆ มากมาย ได้เจอรุ่นพี่ หรือแม้แต่หลานของครู เมื่อมีคำว่า "วัฒนา" เป็นตัวกลาง ทุกอย่างก็เป็นของดีสำหรับฉันไปเสียสิ้น ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ค่ะ
ตอนแรกที่พี่เจนมีบัญชาลงมาว่าให้ฉันกับป๊ากร่วมคณะไปกราบเยี่ยมครูผกาย ฉันก็รู้ตัวแล้วว่า..พี่เจนจะให้ฉันทำสกู๊ปแหง ๆ แล้วก็อิดออดไม่อยากไปเลย ข้อหนึ่งเพราะครูผกายเป็นใคร ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อมาก่อน แล้วทำไมฉันต้องไปด้วย? ในเมื่อฉันก็ได้ยืนยันไปแล้วว่า...จะไม่ร่วมทีมทำวารสาร ในเมื่อสาราณียากรเขาบอกว่าเขาอยากทำงานคนเดียว ก็จะปล่อยให้เขาได้ทำงานคนเดียวจริง ๆ ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวไม่ว่าทางใด ๆ แต่พี่เจนก็คงห่วงวารสารประสานายก แล้วฉันเองก็เกรงใจพี่เจนในระดับหนึ่ง อีกอย่างได้ยินว่าครูวรรณดี ครูพรรณมหา ครูสาลินีก็ไปด้วย จึงคิดว่า...เอาน่า..ไปเที่ยวกับครู
ฉันคงเสียใจแย่ถ้าไม่ได้ไป เพราะการไปทริปนี้ทำให้ฉันได้เจอพี่แดง ปริศนา ผู้ชักนำฉันไปพบพี่ตุ้มในเวลาต่อมา ตามบทความก่อนหน้านี้ ฉันรู้สึกถึงบุญคุณของครูผกายอยู่จนวันนี้ เพราะการได้เจอพี่ตุ้ม เป็นยิ่งกว่า heavenly investment ที่ครูได้ประสาทพรพวกเราทุกคน
ครูผกายเป็นหญิงชราที่แข็งแรง ปราดเปรียวเกินอายุเป็นอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่อาวุโสกว่าใครในศูนย์อภิบาลฯ แต่ก็ไม่ต้องพึ่งรถเข็นเลย แถมเดินได้ดีมากด้วย ฉันจูงมือครูก็จริง แต่ก็แค่จูงมือไม่ได้ประคองครูเดินอย่างประคองคนแก่ทั่วไป กลับมายังบอกคุณแม่ตัวเองเลยว่า ครูผกายเดินดีกว่าคุณแม่เสียอีก ...ได้เรื่อง คุณแม่งอนไป 10 วินาที 555555555
นอกจากสมองยังแจ่มใส อาจจะตอบอะไรช้าไปบ้าง และหลงลืมบางอย่าง แต่ก็คุยกันรู้เรื่องดีค่ะ ป๊ากแซวกระทบชิ่งมาทางฉันว่า..โห คุณครูเก่งจังค่ะ ไม่ต้องใช้ไม้เท้า กับเครื่องช่วยฟัง แง่งงงงป๊าก...ทีฮูทีอิทนะยะ นอกจากนี้ครูผกายยังเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ที่ชอบคือ ครูติดชื่อนพพรมาก เราก็ยิ้มแป้นไปเท่านั้น แต่ครูวรรณดีเบรกว่า...ไม่ใช่เรา ๆ คนละนพพร นพพรที่คุณครูพูดถึงคือพี่นพพร มานพพงศ์ ครูขา...หนูรู้น่า...แต่หนูอยากปลื้มนิ
ไอ้ที่เป็นโจ๊กประจำทริปคือพี่จ๋อสุดหล่อ เอ๊ย สวยของพวกเรานี่เอง 55555555 คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขำกลิ้งทีนั้น ครูผกายสับสนในเพศของหนูสรวรรณเป็นที่ยิ่ง เพราะนอกจากว่าจะหน้าตาคมคาย (หล่อป้าด) แล้วซอยผมเกือบเกรียน แล้วยังชอบแต่งตัวแบบทอม ๆ แถมหุ่นแบนหน้า แบนหลัง 555555555 ยากที่จะให้ใครดูว่าเป็นผู้ฉิงนะพี่จ๋อนะ ฉันเลยต้องย้ำกับครูผกายว่าครูขา วัฒนาน่ะโรงเรียนหญิงล้วนนะคะ ม่ายมีผู้ชายค่ะ แต่ครูก็ยังคงติดสงสัยอยู่ไม่วาย ถ้าใครได้ฟังเทปการสนทนาแล้วจะทราบเองค่ะ ต้องขอบคุณพี่บุษที่คอยถือเทปตามครูประมาณไม่พลาดสักช็อตเด็ด ส่วนฉันกับพี่จ๋อก็มีหน้าที่เก็บภาพไปตามเคย
ตอนนี้ฉันเริ่มติดใจกับทริปเยี่ยมเยียนศิษย์เก่าแล้วล่ะค่ะ ดีจริงๆ ที่ได้อยู่ในวังวนของวังหลังวัฒนา เป็นอะไรที่ฉันตระหนักอยู่เสมอว่าแสนโชคดีที่พ่อแม่เอาฉันเข้าโรงเรียนนี้ แล้วตอนที่คุณแม่ฉันห่วงว่าฉันจะเรียนกับเด็กปกติได้หรือไม่ เพราะหูตึงแต่อ้อนแต่ออกก็กลัวว่าเพื่อนๆ จะล้อเลียนแล้วฉันจะมีปมด้อย แต่อ.จ.เพ็ญเพ็ชรได้ยืนยันกับคุณแม่ว่าจะดูแลให้ไม่ต้องห่วง ทำให้ฉันได้เติบโตมาในสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุด ได้พบเพื่อนดี ๆ มาก ๆ มากมาย ได้เจอรุ่นพี่ หรือแม้แต่หลานของครู เมื่อมีคำว่า "วัฒนา" เป็นตัวกลาง ทุกอย่างก็เป็นของดีสำหรับฉันไปเสียสิ้น ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ค่ะ
รักวัฒนาเหลือเกิน
ปล.ภาพประกอบบทความ ขอเชิญทัศนาที่ facebook นะคะ
ปล.ภาพประกอบบทความ ขอเชิญทัศนาที่ facebook นะคะ
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
กุศล..ผลบุญ นั้นมีจริง
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
ด้วยความที่เป็นคนถ้ารับงานอะไรมา ก็จะทำให้ถึงที่สุด และเสร็จอย่างเร็วด้วย เพราะความที่เป็นคนหัวใจเป็นไฟ (หัวใจเป็นไฟ กับมีไฟในหัวใจนี่ต่างกันนะคะ) พอรับปากพี่เจนว่าจะเขียนเรื่องไปกราบเยี่ยมครูผกายแล้วก็เดินเครื่องทันที ติดชะงักตั้งแต่จุดสตาร์ทเลย 5555555555 ครูผกายเป็นศิษย์วัฒนารุ่นไหนหว่า?
ตอนแรกคิดว่าหนังสือทะเบียนศิษย์เก่าน่าจะมีชื่อครูผกาย ปรากฎว่าตกหล่นค่ะ เอ้า แล้วทำไงล่ะ ไม่ได้ ๆ ถ้าไม่รู้รุ่นนี่เขียนไม่ได้หรอก เพราะความเป็นคนเขียนหนังสือที่ไม่เหมือนชาวบ้าน เมื่อสนใจแล้วอยากรู้ข้อมูลตรงไหน ต้องได้มาค่ะ...ถ้าไม่ได้นี่ จะพาลเขียนไม่ได้ซะดื้อ ๆ
จำได้ว่าศาลาโคล์มีหนังสือดังกล่าวก็แวะไป ปรากฎว่าเล่ม 1 หายไปซะงั้น ทำไงล่ะทีนี้ น้ำผึ้งก็บอกว่าให้ไปที่ตึกหน้าบ้าน หาครูวิ ที่ห้องครูใหญ่จะมีหนังสือนี้ พอเจอหนังสือ ก็ไม่เจอชื่อครู แปลว่าครูผกายนี่เป็นศิษย์เก่าจัด ยามนั้นรู้สึกหงุดหงิดแล้ว ครูวิ..ถึงจะไม่ได้รู้จักกันมากมายอะไร แต่คงพอเข้าใจนิสัย 555555 เลยบอกว่าโทรหาครูวรรณดีซิ แล้วจัดการต่อสายให้ ครูวรรณดีรับทราบก็บอกให้ป๊ากไปติดต่อกองทะเบียนขอดูสมุด อ้างชื่อครูวรรณดีได้เลย
นี่คือที่มาของเรื่องราวทั้งหมด และนี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่น้อยคนจะได้ทัศนาด้วยลูกตาตัวเอง ได้สัมผัสด้วยมือค่ะ
สมุดเล่มโต กระดาษกรอบ แทบจะร่อนในขณะที่พลิก ต้องบรรจงพลิกหาชื่อครูผกายแบบสุด ๆ แหละค่ะ ดีที่ชื่อครูอยู่ต้น ๆ ไม่เช่นนั้น ใครจะรับรองได้ว่ากระดาษจะไม่ขาดไปต่อหน้าต่อตา? สมุดเล่มนี้อายุน่าจะอย่างน้อย ๆ ก็ 100 ปี นี่พูดถึงว่าถ้าไม่ได้ลงชื่อนักเรียนคนแรกในวันแรกเข้าจริง ๆ นะคะ ถ้าเป็นประการหลัง สมุดเล่มนี้ก็อายุ 135 ปีเลยทีเดียว
ที่จริงฉันก็ไม่ใช่คนได้ปลื้มกับของเก่าอะไรนักหนา แต่ครั้งแรกที่เห็นสมุดเล่มนี้ ตื่นเต้นมากค่ะ ขนลุกเพราะความตื้นต้นบอกไม่ถูก อยากจะพูดว่ารักสมุดเล่มนี้ก็คงเว่อร์เกินไปหน่อย แต่ว่า....ไม่มีคำไหนจะเหมาะสมเท่าแล้ว ฉันจึงอั๊พขึ้นบล็อกเพื่อให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ร่วมทัศนาด้วยกัน เพราะสมุดเล่มนี้ คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะหยิบยกมาให้ทุกคนชมดูทุกครั้งที่ร้องขอหรอกค่ะ นี่ถ้าเป็นต่างประเทศ เจ้าหน้าต้องสวมถุงมือสีขาว ยกมาตั้ง แล้วห้ามผู้ใดแตะต้องกระดาษอันศักดิ์สิทธิ์...เผลอ ๆ ห้ามยืนใกล้เกินไปด้วย เดี๋ยวจะหายใจรด ทำให้กระดาษสึกกร่อนเร็วขึ้นไปอีก แต่บุญของฉัน..เพราะที่นี่ประเทศไทย
วันนี้เจอครูวรรณดีค่ะ จึงได้ข้อมูลมาคอนเฟิร์มว่าสมุดเล่มนี้ เป็นสมุดที่ใช้ตั้งแต่เริ่มตั้งโรงเรียนเลยค่ะ แล้วก็รอดจากสงครามโลกมาด้วยฝีมือ ครูผิน ครูประพิธ ฯลฯ ช่วยกันขนออกมา ถ้าไม่เช่นนั้น ฉันก็คงไม่ได้เห็นเป็นบุญตาแล้วค่ะ ปลื้มจริง ๆ

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
31 ชั่วโมง กับช่วงเวลาที่หายไป 37 ปี
พระเจ้าต้องรักฉันมากแน่ ๆ เลย
ขอเล่าเรื่องพี่ตุ้มต่ออีกสักบทความเถอะ เพราะความตื่นเต้นยังไม่จืดจางไปเลย มันอิ่มเอม เปรมปรีดิ์ในหัวใจอย่างบอกไม่ถูกกับการได้เจอพี่สาวคนนี้อีกครั้ง ไม่เสียแรงที่ฉันเฝ้าคิดถึง แล้วเพียรพยายามในการจะค้นหาพี่ตุ้มบนโลกใบนี้จริง ๆ
พี่ตุ้มนัดฉันไว้ 10 โมงที่ออฟฟิศถนนเอกมัย แต่ฉันไปถึงก่อนเวลาร่วมครึ่งชั่วโมง ก็ไปนั่งอ่านหนังสือรื้อฟื้นภาษาอังกฤษรอ ออฟฟิศพี่ตุ้มมีแต่หนังสือ วารสารภาษาอังกฤษ - -' แต่ความเป็นเด็กวัฒนา...ภาษาอังกฤษต้องดีอยู่แล้วล่ะ ฮี่ ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นนักเรียนระดับปลายแถวของวัฒนา แต่พอออกมาอยู่ข้างนอกเนี่ยะ..ก็ผงาดอยู่แถวหน้า ๆ ได้เหมือนกันน้า 555555 ขี้คุยจริง ๆ เล้ยยัยนพพรเนี่ยะ
ระหว่างอ่านไปก็คิดไปว่า...เดี๋ยวเจอพี่ตุ้มนี่เราจะทักทายกันแบบไหนน้อ? พี่เขาจะตื่นเต้น หรือเฉย ๆ ใส่เรา?ถ้าเขาเฉย ๆ เนี่ยะ ฉันจะรู้สึกหน้าแตกไหม? จะเจื่อนไหม? แล้วฉันควรจะสวัสดีเขาสวย ๆ และแนะนำตัวแบบเก็บอาการ หรือว่าควรจะกอดเขาแล้วกระดี๊กระด๊าตามที่หัวใจเรียกร้องดี? เพราะอันตัวเราก็เกือบ 50 แล้ว สมควรอย่างมากที่จะทำตัวให้สมวัยซะที คิดมากขนาดนี้เลย 55555555555 แล้วนี่ 10 โมงแล้วทำไมพี่ตุ้มยังไม่มาซะทีอ่ะ?????
และแล้วเวลานี้ที่รอคอยก็มาถึงจนได้ พี่ตุ้มปรากฎร่างในชุดสีแดง เลือดวัฒนาข้นครั่ก จริง ๆ ตอนแรกก็ว่าจะใส่เสื้อยืดสีแดงอยู่เหมือนกันแหละค่ะ พี่ตุ้มไว้ผมบ็อบอย่างเคย แต่ทรงทันสมัยขึ้น รูปร่างท้วมขึ้นเล็กน้อย แต่ความสวย ความน่ารักยังคงเจิดจรัสไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อสาว ๆ กี่มากน้อย ไม่เหมือนฉันที่แปลงจากหนูน้อยหมวกแดง ใสซื่อ บริสุทธิ์ มาเป็นยัยแม่มด หนังเหนียวเหี่ยวยับย่นไปทั้งตัว -"- แต่ก็มีข้อดีนะ ...ใครที่ยังคบหาฉันอยู่ ก็แปลว่าพวกเขาคบหาฉันด้วยตัวตนของฉันเองล้วน ๆ หาใช่เปลือกนอกอันสวยงามไม่?
แล้วนพพรล่ะ คบหาพี่ตุ้มเพราะเปลือกนอกที่น่ารักของพี่ตุ้มหรือ? เอิ่มมมม....ไม่แน่ใจแฮะ อยากรู้พี่ตุ้มก็ต้องทำตัวแก่ ๆ แบบหนูก่อน 555555555 แล้วจะรู้เองว่าหนูจะรักพี่ตุ้มอยู่หรือเปล่า....
ยังไม่ทันทีที่ฉันจะได้ทักทายอะไร พี่ตุ้มก็เข้ามากอดแล้ว เขิลลลล 5555555 แต่โต..เอ๊ย แก่แล้ว เลยข่มความเขินอายได้ดีกว่าเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ฉันตัวโตกว่าพี่ตุ้มแล้ว แต่ก็ยังเดินตามพี่ตุ้มต้อย ๆ ไปที่ห้องทำงานพี่ โอ๊วววว วิวเจ๋งจริง พอหย่อนตัวนั่งลง พี่ตุ้มก็ยิ้มหวาน ๆ ให้ ภาพเก่า ๆ ของพี่ตุ้มวิ่งกลับมาในมโนภาพแล้วภาพเล่า ก่อนหน้านี้นั่งนึกอยู่นานว่าพี่ตุ้มหน้าตายังไง เพราะไม่ได้เห็นกันมา 37 ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจำได้ ยิ่งฉันยิ่งประเภทปลาทองอยู่ด้วย
ฉันจำได้เพียงเรื่องราวระหว่างกัน แต่พี่ตุ้มจำได้มากกว่านั้นอีก จำได้กระทั่งว่าฉันขี้อายม้วนไปม้วนมา 5555555 เดี๋ยวนี้ก็ขี้อายบ้าง แต่น้อยลง แล้วก็อย่างหนาแล้ว..เลยไม่ม้วน 555555555 พี่ตุ้มบอกว่าสนิทกับพี่อ้น พี่หัวโต๊ะฉัน ฉันก็งงเพราะเคยเจอ แล้วจำได้ว่าถามหาพี่ตุ้ม แต่ทำไมไม่ได้คำตอบ
ก็คงไม่ใช่เวลาที่ "ใช่" ล่ะกระมัง เราจึงได้อยู่ไม่ไกลกันแต่ไม่เคยแลเห็นกันซะที ฉันไปอเมริกา พี่ตุ้มก็ไปเหมือนกัน แล้วอยู่เพนซิลวาเนียด้วย ที่สำคัญคือพี่ตุ้มเคยมาเที่ยว Pittsburgh ด้วยซ้ำไป
อยู่เมืองไทย พี่ตุ้มอยู่บนถนนสายเดียวกัน ..อ่อนนุช.. เราอยู่ไม่ไกลกันเลยตลอดเวลา 37 missing years มันเป็นความจริงที่ฉันอาสาทำทะเบียนศิษย์เก่าทั้งหมดเพื่อจะค้นหาว่าพี่ตุ้มอยู่ไหน ปรากฎว่าฉันเจอชื่อเขา แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาแต่งงานแล้ว เปลี่ยนนามสกุล เฮ้อ....เห็นไหมว่า..เส้นผมบาง ๆ เล็ก ๆ มันบังดอยอินทนนท์ได้ยังไง
ยิ่งไปออฟฟิศพี่ตุ้ม ฉันก็ยิ่งงง เพราะใกล้ ๆ บ้านจิ๊บ ใกล้ออฟฟิศพี่เจริญ ฉันเดินบนถนนเอกมัยบ่อย ไปกินร้านคอฟฟี่บีนก็หลายหน พี่ตุ้มเล่าว่ารู้จักกันกับคุณดาวด้วยซ้ำ
ฉันไปอยู่ระยอง พี่ตุ้มก็มีบ้านอยู่ที่นั่นเหมือนกัน
อะไรกันเนี่ยะ แล้วทำไมเราไม่เจอกันซะที เหมือนนิยายเรื่องดวงตะวันส่อยฉาย..ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวาเลย นิยายภาพแสนโรแมนติกของจิมมี่ เหลี่ยว เพียงแต่เราสองคนเป็นนางเอก vs นางเอก 5555555555555 ว่าแล้วก็ต้องหาหนังสือเล่มนี้ไปให้พี่ตุ้มอ่านซะแล้ว
ในเมื่อค้นหากันมาถึง 37 ปี ฉันก็เลยขลุกอยู่กับพี่ตุ้ม 31 ชั่วโมงเป็นการชดเชยแรก ๆ ได้กินไข่เจียวทอดแสนอร่อยฝีมือพี่ตุ้มถึง 2 มื้อ อยากจะบอกว่า...บางครั้งอาหารพื้น ๆ แสนธรรมดาก็เลิศรสประมาณอาหารหรูหราได้ เพียงอยู่ที่เรากินกับใคร และใครเป็นคนทำให้เรากิน เพราะความเสน่หาเป็นเครื่องปรุงรสที่เพอร์เฝ็คที่สุดในโลก ฮิ้วววววว~~~~~~
พี่ตุ้มบอกว่าไม่ค่อยได้เชื้อเชิญใครมาเที่ยวบ้าน ฉันงี้ปลื้มจนแทบจะลอยเรี่ย ๆ แทนการเดินอยู่แล้ว เรานั่งคุย นอนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย พี่ตุ้มเล่าว่าได้ไปเยี่ยมครูภิญโญด้วยซ้ำไป โห...อะไรเนี่ยะ ฉันเองก็ไปเยี่ยมครูภิญโญอยู่หลายหน แต่ไม่ได้ถามถึงพี่ตุ้ม เพราะไม่คิดว่าพี่ตุ้มจะติดต่อครู พี่ตุ้มไปงานศพของครูผินด้วยซ้ำไป ฉันเองก็ไปทุกคืน ...แล้วทำไมเราไม่เจอกันว้า?
แล้วในจังหวะที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอยู่ในโลกแห่งความเหงาหงอยนี่เอง พี่ตุ้มก็กลับเข้ามาได้จังหวะเหมาะเหม็ง อาจจะไม่ถึงขนาดมาซับน้ำตาให้ เพราะฉันอายเกินกว่าจะร้องไห้ให้คนอื่นเห็นง่าย ๆ แต่การได้พบเจอพี่สาวคนนี้ก็เป็นเครื่องปลอบประโลมใจที่ดีมาก ๆ แล้ว ขอบคุณนะคะ ขอบคุณพี่ตุ้มจริง ๆ ที่เดินเข้ามาถูกเวลาสุด ๆ.
ลิขิตฟ้า หรือมานะตน ที่เราสองคนค้นหากันจนเจอ
วันนี้ที่รอคอย มานาน..กว่าเกือบ 40 ปี
ฉันไม่แน่ใจว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเพราะลิขิต หรือผลความเพียรที่ไม่ย่อท้อกันแน่ที่ทำให้ฉันได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ฉันค้นหามาร่วม 40 ปีได้
หลังจากที่ พี่ตุ้ม เรียนจบจากวัฒนา เราอาจจะได้เจอกันบ้างก็ไม่น่าจะเกิน 1-2 ปี จากนั้นพี่ตุ้มก็หายไปจากสายตาของฉันโดยสิ้นเชิง ถึงกระนั้น หัวใจฉันก็ยังคิดถึงพี่สาวที่แสนดี อบอุ่น น่ารักคนนั้นตลอดเวลา เมื่อใดที่โฉบเข้าไปในวังวนของวัฒนา ฉันก็มักจะมองหาช่องทางที่จะสืบเสาะหาว่าพี่ตุ้มอยู่ไหนหนอ? อยากรู้อยู่เสมอว่าพี่เขาสบายดีหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญ...ป่านฉะนี้ พี่ตุ้มจะจำ หรือลืมรุ่นน้องคนนี้?
จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ฉันได้เจอพี่แดงปริศนา รุ่น 95 ในขณะที่ไปกราบเยี่ยมครูผกาย เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ฉันเอ่ยปากถามพี่แดง ทั้ง ๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้คำตอบ เพราะพี่ตุ้มรุ่น 99 แล้วเท่าที่จำได้ พี่ตุ้มอยู่แค่มศ.4-5 ขนาดถามพี่ ๆ ที่ทันกันในยุคนั้น ยังไม่มีใครรู้จักหรือจำได้เลย (ช่าง least known ซะเหลือเกิน55555555)
แต่แล้วก็เจอแจ๊คพ็อต พี่แดงบอกว่ารู้จักซิ ฉันจำได้ว่าหัวใจฉันซู่ซ่าขึ้นทันควัน (ก่อนหน้านี้มันแฟ่บ ๆ ด้วยอาการเบื้องต้นของโรคซึมเศร้า) แต่ไม่มั่นใจว่าพี่แดงเข้าใจถูกคนหรือเปล่า จึงมีการสอบถามทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น นามสกุล วินาทีนั้นอยากจะร้องกรี๊ด ๆ ๆ เจอขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ก็ยังไม่แน่ใจว่าดีใจเท่าหรือเปล่าเลย พี่แดงก็ดีใจหาย ถึงจะไม่มีเบอร์พี่ตุ้ม แต่ก็เป็นธุระโทรถามพี่แก้วให้ ซึ่งพี่แก้วก็บอกมาในเวลาไม่ช้านาน หลังจากนั้นพี่แดงก็โทรหาพี่ตุ้มทันที ฉันลัลล้าขึ้นทันตา อารมณ์ดีถึงกับโผกอดพี่แดงเป็นการแสดงความขอบคุณจากใจ
เห็นรูปพี่ตุ้ม ชักเครียดเล็ก ๆ โอ๊วววว คุณพี่แทบไม่เปลี่ยนเลย สวยยังไงก็ยังงั้น รูปร่างอาจจะท้วมขึ้นแต่ก็ไม่มากมายอะไร ผิดกับนพพรนักหนา ที่เปลี่ยนจากเด็ก 12 ขวบตัวผอม ๆ หน้าตาบ๊องแบ๊ว มาเป็นยัยแก่ร่างใหญ่ หน้าเหี่ยว ๆ ชั่วขณะแอบอยากเปลี่ยนใจไม่ไปเจอแล้ว 555555 ไม่รู้จะเรียกพี่ตุ้มได้หรือเปล่า ก็ดูสาวกว่าเรานิ
แต่มนต์ขลังของวัฒนายังคง work well ทันทีที่เจอกัน พี่ตุ้มก็โผเข้ามากอด ความรักความอบอุ่นที่แอบซ่อนในความทรงจำก็สำแดงตัวชัดแจ้งอีกครั้ง พูดคุยกันได้ไม่กี่คำ ก็พบว่า...ระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นกำแพง หรืออุปสรรคในมิตรภาพของเราสองคนเลยแม้แต่น้อย เราคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะถ่านไฟเก่านั้นไม่เคยมอด ถึงแม้จะผ่านมาหลายสิบฤดูฝน หรือเพราะความเป็นวัฒนาที่ทำให้เราพี่น้องร่วมรั้วแดง-ขาวพร้อมจะเปิดใจถึงกันตลอดเวลาหนอ?
ที่ฉันแอบปลื้มก็คือ พี่ตุ้มบอกว่า พี่เขาก็หาฉันเหมือนกัน เราต่างคนต่างหากัน วิถีชีวิตก็อยู่ใกล้ ๆ กันตลอด บางทีเราอาจจะเคยเดินสวนกันบ้าง แต่ด้วยว่าลิขิตเวลายังไม่ใช่ ...เราจึงจำกันไม่ได้
มันจะเป็นลิขิตฟ้า หรือมานะที่เราถามหากันและกัน โดยไม่ละความพยายามตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงทำให้เราได้พบกันในที่สุด? ฉันถามตัวเองในตอนแรกที่เจอ แต่หลังจากช่วงเวลาดี ๆ 2 วัน 1 คืน...ตอนนี้ฉันไม่สนใจที่จะหาคำตอบนั้นแล้ว สิ่งที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้คือ ฉันน่าจะเลี้ยงข้าวพี่แดงปริศนาสักมื้อ...หรือว่ายังไงดีคะพี่ตุ้ม? ^____^
ฉันไม่แน่ใจว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเพราะลิขิต หรือผลความเพียรที่ไม่ย่อท้อกันแน่ที่ทำให้ฉันได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ฉันค้นหามาร่วม 40 ปีได้
หลังจากที่ พี่ตุ้ม เรียนจบจากวัฒนา เราอาจจะได้เจอกันบ้างก็ไม่น่าจะเกิน 1-2 ปี จากนั้นพี่ตุ้มก็หายไปจากสายตาของฉันโดยสิ้นเชิง ถึงกระนั้น หัวใจฉันก็ยังคิดถึงพี่สาวที่แสนดี อบอุ่น น่ารักคนนั้นตลอดเวลา เมื่อใดที่โฉบเข้าไปในวังวนของวัฒนา ฉันก็มักจะมองหาช่องทางที่จะสืบเสาะหาว่าพี่ตุ้มอยู่ไหนหนอ? อยากรู้อยู่เสมอว่าพี่เขาสบายดีหรือไม่อย่างไร และที่สำคัญ...ป่านฉะนี้ พี่ตุ้มจะจำ หรือลืมรุ่นน้องคนนี้?
จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ฉันได้เจอพี่แดงปริศนา รุ่น 95 ในขณะที่ไปกราบเยี่ยมครูผกาย เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ฉันเอ่ยปากถามพี่แดง ทั้ง ๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้คำตอบ เพราะพี่ตุ้มรุ่น 99 แล้วเท่าที่จำได้ พี่ตุ้มอยู่แค่มศ.4-5 ขนาดถามพี่ ๆ ที่ทันกันในยุคนั้น ยังไม่มีใครรู้จักหรือจำได้เลย (ช่าง least known ซะเหลือเกิน55555555)
แต่แล้วก็เจอแจ๊คพ็อต พี่แดงบอกว่ารู้จักซิ ฉันจำได้ว่าหัวใจฉันซู่ซ่าขึ้นทันควัน (ก่อนหน้านี้มันแฟ่บ ๆ ด้วยอาการเบื้องต้นของโรคซึมเศร้า) แต่ไม่มั่นใจว่าพี่แดงเข้าใจถูกคนหรือเปล่า จึงมีการสอบถามทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น นามสกุล วินาทีนั้นอยากจะร้องกรี๊ด ๆ ๆ เจอขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ก็ยังไม่แน่ใจว่าดีใจเท่าหรือเปล่าเลย พี่แดงก็ดีใจหาย ถึงจะไม่มีเบอร์พี่ตุ้ม แต่ก็เป็นธุระโทรถามพี่แก้วให้ ซึ่งพี่แก้วก็บอกมาในเวลาไม่ช้านาน หลังจากนั้นพี่แดงก็โทรหาพี่ตุ้มทันที ฉันลัลล้าขึ้นทันตา อารมณ์ดีถึงกับโผกอดพี่แดงเป็นการแสดงความขอบคุณจากใจ
พอกลับถึงบ้านก็ร่อนเมลถึงพี่ตุ้มทันที พี่ตุ้มก็น่ารักมาก ๆ จัดวันนัดพบให้รวดเร็วที่สุด คือวันศุกร์ เนื่องจากวันพฤหัสพี่ตุ้มติดภาระกิจอวดวงสวิงที่ต่างจังหวัด เราก็แลกเปลี่ยนรูปกันเพื่อจะได้ไม่ทักคนผิด เพราะ 40 ปีฉันเปลี่ยนจากวัยเด็ก กระโดดมาเป็นหญิงวัยกลางคน มันก็น่าจะเปลี่ยนไม่น้อยนักหรอก
แต่มนต์ขลังของวัฒนายังคง work well ทันทีที่เจอกัน พี่ตุ้มก็โผเข้ามากอด ความรักความอบอุ่นที่แอบซ่อนในความทรงจำก็สำแดงตัวชัดแจ้งอีกครั้ง พูดคุยกันได้ไม่กี่คำ ก็พบว่า...ระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นกำแพง หรืออุปสรรคในมิตรภาพของเราสองคนเลยแม้แต่น้อย เราคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะถ่านไฟเก่านั้นไม่เคยมอด ถึงแม้จะผ่านมาหลายสิบฤดูฝน หรือเพราะความเป็นวัฒนาที่ทำให้เราพี่น้องร่วมรั้วแดง-ขาวพร้อมจะเปิดใจถึงกันตลอดเวลาหนอ?
ที่ฉันแอบปลื้มก็คือ พี่ตุ้มบอกว่า พี่เขาก็หาฉันเหมือนกัน เราต่างคนต่างหากัน วิถีชีวิตก็อยู่ใกล้ ๆ กันตลอด บางทีเราอาจจะเคยเดินสวนกันบ้าง แต่ด้วยว่าลิขิตเวลายังไม่ใช่ ...เราจึงจำกันไม่ได้ วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เชิญชมบ้านสวย ๆ ของคุณป้าจีรวัสส์ กันหน่อย
This is A Home not a House
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันโชคดีที่ได้ติดตามพี่เจน และคณะไปเที่ยวบ้านของคุณป้าจีรวัสส์ (พิบูลสงคราม) ปันยารชุนศิษย์อาวุโสของวัฒนา
ทันทีที่รถพาเราเข้าไปในบริเวณ เพียงแวบแรกที่เห็นบ้านสไตล์เก่า ซ่อนตัวใต้เงาร่มไม้ใหญ่ ก็ให้รู้สึกประทับใจเสียแล้ว และเมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน คุณป้านั่งรออยู่พร้อมกับพี่ ๆ ทุกคน เราก็หนีบกายเข้าไปทักทายอย่างเจี๋ยมเจี้ยม ค่าที่เป็นเด็กสุด แต่ดันมาสายสุด
เพียงเหยียบย่างเท้าบนพื้นไม้แผ่นโต เดินผ่านอนุสรณ์ชีวิตเจ้าของบ้านเข้าไปถึงห้องรับแขก ก็นึกชอบใจซะแล้ว
ห้องรับแขกเป็นห้องเพดานสูง ติดกระจกตลอด แต่ก็มีต้นไม้ด้านนอกกรองแสงอุลตร้า ไม่ให้มันแสดงอานุภาพเต็มที่ เมื่อมองออกไปก็จะเห็นสัญลักษณ์ความเจริญของเมืองหลวงเป็น semi background อยู่ข้างหลังต้นไม้ของบ้าน

โดยที่ป้าจี เป็นผู้ใหญ่ พวกเราจึงพร้อมใจกันนั่งลงกับพื้น แล้วเริ่มการพูดคุยกัน คุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระ มีเรื่องเก่า ๆ มาเล่าแชร์กัน ระหว่างรุ่นดึก รุ่นหัวค่ำ และรุ่นกลางวัน 55555555555 สิ่งหนึ่งที่พบว่าไม่ต่างจากกันเท่าไร คือความเคร่งครัดของกฎระเบียบ ก็แลกเปลี่ยนวีรกรรมกันเป็นที่สนุกสนาน ฉันเอง...ความที่หูตึง ต้องเขยิบเข้าไปนั่งใกล้ ๆ เพื่อเก็บข้อมูล แต่ก็ยังไม่สามารถเก็บได้ครบถ้วน เพราะบางคนพูดเสียงดังชัดเจนดี บางคนก็เสียงนุ้งนิ้ง ๆ น่ารัก แต่ฟังยาก 555555555 ฉันจึงง่วนกับการกิน (หมายตามะขาม แต่ไม่มีผู้ใดหยิบกินซะคน จะหยิบกินคนเดียวก็ออกจะ...) การถ่ายรูป (ป้าจีถึงกับโพสต์ท่าน่ารักให้เป็นพิเศษ ใจดีมาก ๆ เลยค่ะคุณป้าจี) และเพลิดเพลินกับการดูหน้าผู้คน
พี่เจนดูเหนื่อยล้ากว่าใครเพื่อน ป๊ากก็ยังเหลือร่องรอยความเพลียจากการเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย พี่พจน์สามีพี่จ๋อ นั่งสงบเสงี่ยมเป็นเตมีย์ใบ้ นาน ๆ ก็จะเก็บภาพสวย ๆ สักที อันนี้ขำป้าจีมาก เพราะคุณป้ากระซิบถามฉันว่า...พ่อหนุ่มนั่นใครรึ? 5555555555555 พี่จ๋อก็นั่งหน้าหล่ออยู่ข้าง ๆ สามี ส่วนพี่หน่อยนี่มองมากเป็นพิเศษ เพราะชอบดูหน้าตาสวย ๆ หวาน ๆ แอบเก็บภาพพี่หน่อยจนพี่หน่อยต้องส่งซิกว่า...หยุดถ่ายภาพฉันซะทีได้ไหมยะ...5555555555555
มีอยู่อีกช่วง ป้าจีเอารูปเพื่อนร่วมรุ่นมาให้พวกเราดู…แล้วเริ่มปฏิบัติการแนะนำว่าคนนี้ชื่ออะไร ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ฉันตั้งชื่อฉากนี้ว่า...ชี้เป็นชี้ตาย 55555555555 ความจำคุณป้าแจ่มใสยิ่งกว่าฉันเสียอีก เพราะเพื่อน ๆ บางคนฉันเริ่มลืมชื่อ ลืมหน้าไปบ้างแล้ว
ก่อนกลับ ฉันเข้าห้องน้ำ...โอ้ว เหมือนเดินเข้าไปในฉากโรงเรียน ห้องน้ำบ้านป้าจีเหมือนห้องน้ำครูสมัยก่อนมาก ทั้งกระเบื้องเล็ก ๆ สีขาว ๆ อ่างล้างหน้า โดยเฉพาะสวิชไฟฟ้าทรงกลมสีดำ ที่แม้แต่ในวัฒนาเองก็เปลี่ยนไปแล้ว
ยังมีขั้นบันไดวางเซรามิคไก่นับสิบคู่ แน่นอนว่าป้าจีเป็นสาวปีไก่กุ๊ก ๆ ...ภาพสาวญี่ปุ่นที่ป้าจีภาคภูมิใจมาก ประมาณว่าใช้ผมคนจริง ๆ มาทำเป็นพู่กันวาด มีคนนำมาให้เป็นของขวัญแต่งงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้...ที่..makes a house a home
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















