วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เลือกตั้งพาหรรษา

ริเป็นหัวคะแนนซะด้วย
ไม่คิดว่าจะสนุกกับการเลือกตั้งกรรมการสวว.มาก่อนเลย จริง ๆ แล้วเซ็งนิดหน่อยที่ป๊ากกับแก้วไม่มา แถมพอถึงเวลาพี่เก็จดันลาป่วยอีก เซ็งซึมลึกเลยงานนี้ แต่ลึกแป๊บเดียว ก็เที่ยววิ่งวุ่นหาเสียงให้เพื่อน และพี่ ๆ บางคนที่มีคนฝากฝังไว้ หาเสียงให้เพื่อน ๆ และรุ่นอื่น ๆ ที่หมายตาไว้ ป๊ากฝากพี่มุกดาไว้เป็นพิเศษ เพราะคุณเธออยากให้พี่เขาเข้ามารับช่วงเป็นนายทะเบียนต่อจากตัวเอง เจอใครที่พอรู้จักชื่อ ก็ทำตีสนิทเข้าไปถามแกมตอบแทนว่าเลือกใครได้หรือยังคะ ยังหรือคะ? งั้นฝากคนนี้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ (เหลือไว้ 1 ที่ให้ตัดสินใจเอง 55555)
เพื่อนรุ่น 105 ก็ยังไม่มีใครมา เลยเที่ยวคุยไปหมดทุกโต๊ะ ร่อนอีกแล้ว หาข้ออ้าง จริง ๆ ต่อให้เพื่อนมาก็ร่อน 555555 ขนาดนี้งานนี้แทบไม่มี
my wwa heartthrobs อ๊ะ-ต้องพูดว่าไม่มีเลยซิ  ทำให้รู้ใจตัวเองว่าแท้ที่จริงแล้ว แค่อยู่ในวงล้อมของวัฒเนี่ยน ก็เป็นสุข เป็นสุขแล้วค่ะ ยิ่งวันก็ยิ่งคุ้นเคยกับพี่ ๆ น้อง ๆ ง่าย แม้ว่าจะเห็นกันไม่กี่ครั้ง แม้ว่าจะไม่เคยคุยกันมาก่อน ก็สามารถพูดคุยทักทายได้ไม่ขัดเขินอีกต่อไป
พี่ ๆ รุ่น 100 สร้างความประทับใจให้สูงสุดด้วยความรักความสามัคคีที่มีให้เห็นตลอดทั้งในและนอกโรงเรียน แม้แต่พี่วลว.พี่แจ้ พี่ต้าและอีก 2-3พี่ที่มีกิจธุระก็ยังมาใช้สิทธิ์ก่อน ขอหยอดคะแนนให้พี่หนิง + พี่อุ๊ก่อนจะรีบกลับไปทำธุระต่อ สปิริตแรงดีไม่มีตกจริง ๆ ค่ะ แต่ขนาดนี้แล้ว ตอนที่คุณแม่แก้วเอาตะโก้แห้วมาฝากพี่น้อง ฉันก็ยังบอกพี่หนิงว่า...อย่าเพิ่งกินจนกว่าผลจะออกนะคะ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะฉันกินแทนแล้ว
ระหว่างรอเวลา พี่หมอกัลยากับคุณแม่แก้วนั่งร้องเพลงดอกไม้แห่งสยามคลอไปกับเสียงเทปที่เปิด ฉันดีใจที่ได้เจอพี่ไก่แก้วในวันนี้ด้วย งานอะไรที่ไม่คิดว่าจะเจอ ก็มักเจอ แต่ไอ้ที่คิดว่าพี่จะมา ไม่เคยเห็นหน้าเลย สงสัยต่อไปต้องไม่คิด จะได้เห็นทุกงาน 555555555 อีก 1 อาทิตย์ก็เป็นงานวัฒนาแฟร์ คงได้เจออีกหลายคนให้หายคิดถึงแน่นอน
ตอนพี่ตุ้ยมา ฉันก็รีบไปรับหน้า และนำเสนอสส.ในดวงใจ อีตอนส่งโพยให้พี่ตุ้ย พี่แอ๊ะนั่งกินข้าวข้าง ๆ นึกได้ว่าในโพยไม่มีชื่อพี่แอ๊ะ รีบตะครุบกระดาษปิดคว่ำ แหม ระดับพี่แอ๊ะไม่ต้องพึ่งหัวคะแนน ก็นอนมาอยู่แล้วค่ะ เลขสุดเฮงหมายเลข 9 แถมได้มา 99 คะแนน เลขสวยตั้งแต่ต้นจนจบ
แม้ว่าจะมีตัวเลือกในใจ  เขาให้เลือกไม่เกิน 10 คน จะเลือกคนเดียวก็ได้ กี่คนก็ได้แต่ห้ามเกินสิบคน ไอ้ฉันก็นึกว่าต้อง 10 คน อีตอนกาคะแนนในคูหานับแล้วนับอีก กลัวบัตรเสีย 5555555555 มารู้ตอนที่ลุ้นคะแนน พี่ติ๋งบอก...เฮ้อ เป็นหัวคะแนนยังไงเนี่ยะ กติกาเลือกตั้งยังรู้แบบไม่ครบถ้วนเล้ย ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเลือกตั้ง แต่เป็นครั้งแรกที่สนใจพิธีกรรมทั้งหมด ถึงกับไปนั่งหน้าโพรเดี้ยมฟังคำอภิปรายเลยทีเดียว
พี่จุ๋มให้เวลาคนละ 2 นาที มีเพียงแค่ 1-2 คนมั้งที่พูดสั้น ๆ นอกนั้น...พี่จุ๋มต้องแอบส่งซิก น้อง ๆ หมดเวลาแล้วแต่น้อง ๆ ก็ยังจ้อต่อตามที่ตั้งใจไว้ หาได้เหลือบตามองพี่จุ๋มไม่ 55555 ฉันว่าครั้งหน้าต้องติดระฆังไว้ แล้วเคาะแกร๊ง ๆ แบบกรรณิการ์ ธรรมเกษร ในรายการเก่าแก่ครั้งเรายังเยาว์วัย ถ้าฉันลงสมัคร...2 วิหน้าโพรเดี้ยมก็เกินพอแล้ว...
พอผู้สมัครทุกคนอภิปรายจบ พี่จุ๋มก็บอกให้น้อง ๆ (ศิษย์ปัจจุบัน) ทำการลงคะแนนก่อน ฉันหันไป โอ้ว ตัวแปรเยอะ ทีแรกกระหยิ่มใจแระ คนที่เราหมายปองต้องได้รับเลือกแน่ ๆ เพราะอ้อนขอคะแนนไปทั่วแล้ว แล้วนี่อะไร? ฉันลืมเสียงส่วนใหญ่ได้ไงเนี่ยะ 5555555
ขำตอนที่เห็นครูวรรณดีไปต่อแถวนักเรียนเป็นศิษย์เก่าคนแรก เพราะผู้สมัครทุกคนพูดได้ดี ทำเอาฉันต้องแก้โพย ตัดสินใจหนักอีก เพราะเลือกไปเลือกมาเกิน 10 คน 5555555 ประมาณรักพี่เสียดายน้อง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเลือกทุกคน ชอบอยู่แล้วที่จะเห็นพี่น้องทุกคนมาร่วมแรงร่วมใจกันทำให้วัฒนาที่รักของเราปึกแผ่นเป็นแก่นสาร เสียเวลาอยู่ในคูหานับไม่ให้กาเกิน 10 คน เดี๋ยวบัตรเสีย
พอเลือกตั้งเสร็จ ทีแรกก็ว่าจะไปส่งพี่หมอ และคุณแม่แก้วถึงรถ แต่คุณแม่แก้วมัวโอ้เอ้ล่ำลาน้อง ๆ อยู่นาน ฉันเลยไม่สามารถไปส่งถึงรถได้ เพราะไม่อยากพลาดช็อตเด็ด ส่งต่อหน้าที่ให้...(เอิ่มจำไม่ได้ว่าใคร 555555) แล้ววิ่งไปเกาะขอบบอร์ดคะแนน คราวนี้นั่งข้างพี่ติ๋ง เพิ่งเข้าใจบรรยากาศการนับคะแนนสส.และหัวอกของหัวคะแนน เดี๋ยวนั้นเอง นี่ขนาดเป็นการเลือกตั้งในสังคมเล็ก ยังตื่นเต้นยังลุ้นซะขนาดนี้ ตอนแรกพี่จุ๋มประกาศคะแนน อ่านเลขเร็วไปหน่อย กรรมการพี่ปลาขีดแต้มคะแนนไม่ทัน 555555 พี่ติ๋งช่วยทักท้วงตรวจสอบอย่างแข็งขัน แถมช่วงแรก ๆ พี่ปลาขีดแต้มห่าง ๆ ช่วงท้ายก็ต้องมีต่อแถวให้ยิ่งงงงวยเป็นสีสันการนับคะแนนอีก เห็นไหมล่ะคะ สนุกตั้งแต่ต้นจนอวสาน
เลขสวยบางทีก็เป็นกำไรให้ไม่น้อย เลข 1 น้องปัด เลข 9 พี่แอ๊ะ  และเลข 20 พี่มุกดา มาวินแบบไม่ต้องลุ้น ที่เหลือ ก็มีสูสีกันน่าดู แต่ก็ไม่มีความผิดหวังอะไรกับผลคะแนน เพราะไม่ว่าใครจะได้รับเลือก และไม่ได้รับเลือก ทุกคนก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาด้วยความเต็มใจหากได้รับการเอ่ยปากขออยู่แล้ว ฉันหยิบกล้องมาถ่ายบอร์ดคะแนนไว้ แต่พอกลับถึงบ้าน เอ๊ะทำไมไม่มีรูปในกล้อง? จำได้ว่าถ่ายไว้นี่นา 55555555 พอกลับมาเจอเพื่อนและพี่บางคนถามใน fb ว่าใครได้รับเลือกตั้งบ้าง เลยตอบไม่ได้ ขนาดว่าไปอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบนะเนี่ยะ 5555555555
ตอนกลับ เพราะป๊ากไม่มา เลยติดรถพี่น้อยกลับ พี่น้อยบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน แต่ต้องไปเดิน
Terminal ก่อน เนื่องจากลูกชายยังมาไม่ถึง พี่น้อยบอกว่าเพิ่งเคยมาเดิน เลยชวนพี่น้อยไปเที่ยวห้องน้ำ 5555555 ไม่ได้ไปทำกิจส่วนตัว แค่ไปทัศนาดูเฉย ๆ
ท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ และเพื่อน ๆ ทุกคนที่อาสาเข้ามาทำงานให้โรงเรียนของเราอีกครั้งค่ะ งานแบบนี้ต้องอาศัยความเสียสละ และอดทนอย่างสูง ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยทำอะไรจริงจัง แต่ก็เกาะรอบรั้วสมาคมติดตามการทำงานของพี่ ๆ น้อง ๆ มา 3 ปีแล้ว เป็น 3 ปีที่ได้อะไรมามากมายจริง ๆ โดยเฉพาะสายใยรักแห่งวัฒนา.

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามรอยแผลเก่ากับตลาดใหม่-ตลาดน้ำขวัญเรียม

ทีแรกคิดว่าจะให้รอพ้นหน้ามรสุมก่อนค่อยออกไปท่องเที่ยว แต่คืนวันเสาร์คุยกับจำปาลาวเพื่อนรักโลกไซเบอร์ เขาเล่าว่าไปเที่ยวตลาดน้ำมาทำตุ้มหูเพชรตกหายไปข้างนึง ก็จัดแจงถามอากู๋ถึงพิกัดของเพชร เอ๊ย ตลาดน้ำชื่อโรแมนติกทันที ดู ๆ แล้วน่าจะเดินทางไปสะดวกอยู่ ดูรูปต่าง ๆ ก็น่าไปสำรวจไม่น้อยเหมือนกัน วางแผนว่าถ้าเช้ามาฝนไม่ตก ก็จะไปหาเพชรล่ะ มาตรว่าจะไม่ได้เพชร ก็น่าจะมีเรื่องมาเขียนเล่าสู่กันฟังบ้าง
เพื่อนสนิทคนหนึ่งเคยพูดเสมอว่าน้ำชาเป็นคนมีบุญ มานึก ๆ ดูแล้วก็น่าจะใช่ เพราะฝนตกติดกันทุกวันแต่วันเสาร์น้ำชามีนัดกับเพื่อนตอนสาย ฝนก็ตกเช้า ๆ พอใกล้เวลาเดินทางก็หยุด เช้านี้ก็เช่นกัน ตื่นมาแสนสดชื่น เพราะฝนเพิ่งหยุดไป อากาศดีเหมาะแก่การเดินทาง หลังจากกินนมสด กาแฟไม่มีไข่มุก และก็คุ้กกี้ 3-4 ชิ้นแล้ว ก็พร้อมออกเดินทาง
ขึ้น 207 กะจะไปลงที่รพ.รามคำแหง เพื่อข้ามฟากไปขึ้น 113 แต่ไงไม่รู้พอถึงสี่แยกลำสาลีก็ลงเลย แล้วเดินลอดใต้สะพานข้ามแยก สกปรกมาก..แต่มันสายเกินกว่าจะหันหลังกลับ พอเดินไปถึงฝั่งแล้ว อ้าวไม่มีป้ายรถเมล์ ต้องเดินขึ้นไปถึงป้ายตรงข้ามรพ.อยู่ดี เฮ้อ คนเรา หาเรื่องเดินเยอะแต่เช้าเลยนะ
นั่งรถเมล์เพลิน ๆ ยังไม่ทันเบื่อ ทางขวาเห็นมิสทีน ก็เตรียมตัวลงได้ วัดบำเพ็งใต้อยู่ในซอยรามคำแหง 187 เดินเข้าไปอย่างมั่นใจ จนกระทั่งเจอป้ายพิศวงที่สามแยก ป้ายซ้ายชี้ให้ไปทางขวา ป้ายขวาชี้ให้ไปทางซ้าย แล้วจะเอาไงเนี่ยะ ถ้าเอาตามลูกศร ก็บรรจบที่หน้าศาลพระภูมิ จริง ๆ แล้วมันไปได้ทั้งสองทางแหละ โยนเหรียญหัวก้อย หวยออกที่ทางซ้าย ก็เดินมาเรื่อย อากาศเช้า ๆ กำลังสบาย เดินไปดูวิวไป ชาวบ้านแถวนี้เลี้ยวแมวดีจัง แต่ละตัวหุ่นการ์ฟิลด์ทั้งนั้น ยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว
ตลาดน้ำขวัญเรียมกินอาณาบริเวณสองฝั่งคลอง อีกฝั่งคลอง มีวัดบำเพ็ญเหนืออยู่ตรงข้ามกันเด๊ะ ไม่แน่ใจว่าเดิมทีเป็นวัดเดียวแต่ถูกผ่ากลางด้วยคลองเลยเรียกวัดเหนือวัดใต้หรือเปล่า ทั้งสองวัดเชื่อมด้วยสะพานสร้างใหม่เป็นรูปกระดูกเรือ แข็งแรง ขึ้นลงง่าย แต่ถ้าหัวเข่ามีปัญหา เขาก็มีลิฟท์ไว้บริการ
 ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนั่งเรียงรายเต็มสองฝั่งคลอง เขารอใส่บาตรพระที่จะพายเรือมาบิณฑบาตร จัดเป็นธรรมเนียมดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพราะพระก็ไม่ได้มาจากไหนไกล ก็พระในวัดเหนือวัดใต้นั่นแหละค่ะ พระจะลงเรือประมาณ 7.30 น. ยังมีเวลาเหลือเฟือ น้ำชาเลยเดินหาเพชร เอ๊ย สำรวจสถานที่ไปเล่น ๆ ก่อน ดูเหมือนจะมีนาข้าวแปลงกระจิ๋ว ลองเดินไปเรื่อย ๆ สุดปลายนาก็มีฝูงห่าน เลยชักไม่แน่ใจว่าตกลงเป็นแปลงข้าวหรือว่าต้นหญ้า เพราะเขาอาจจะปลูกหญ้าไว้เลี้ยงห่านก็ได้~~ห่านดินกินหญ้า ห่านฟ้ากินยุง~~
ริมน้ำมีเรือขายอาหารจอดเพียบค่ะ เป็นเรือขนาดใหญ่ มีโต๊ะเก้าอี้ให้เข้าไปนั่งกินเอาบรรยากาศได้ แต่เรือไม่เคลื่อนที่นะ อาหารก็มีหลายอย่าง-ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ข้าวแกง สเต๊ก ฯลฯ เยอะแยะบานตะไทค่ะ สำหรับคนที่ไม่อยากนั่งกินในเรือ ฝั่งวัดเหนือก็มีเป็นศูนย์อาหารให้นั่งกินสะดวกสบาย มีห้องน้ำใหม่เอี่ยมไว้บริการอีกด้วย
สัก 7 โมงครึ่งพระก็พายเรือมาละ ก็ลงจากปลายวัดพายมาหัววัด 555555 แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ก็แค่หน้าวัดสองฟากฝั่งคลอง แต่คนใส่บาตรเยอะดีค่ะ เดินสำรวจอาหารกันดีกว่า อาหารน่ากินมากทั้งคาวทั้งหวาน มีสารพัดแหล่ะค่ะ เดินไปเดินมาเขาเข็นปลาทูทอดมา เห็นแล้วน้ำลายไหล อยากซื้อกลับไปกินกับข้าวที่บ้าน เรียกถามไถ่ราคา แต่คนเข็นเขาเป็นแค่เด็กส่งของ เลยเดินตามปลาทูต้อย ๆ ไปจนถึงร้านในเรือ เจ้าของร้านดันยังมาไม่ถึง อดซื้อ..ประหยัดตังค์แต่เสียอารมณ์ ก็อยากกินง่ะ
เดินเล่นไปมาเจอป้ายโปรแกรม เห็นว่ามีล่องเรือด้วย กิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ..เป็นถูกโฉลกกับน้ำชาทั้งสิ้น ก็เลยคิดว่าจะล่องสักหน่อย สอบถามสนนราคาค่านั่งเรือเที่ยวก็แสนจะทู้กถูก-10 บาท มีเด็กนักเรียนเป็นมัคคุเทศก์อาสาแต่งตัวย้อนยุคด้วยโจงกระเบน เลยโต๋เต๋รออยู่แถวนั้นจะได้ลงเรือเที่ยวแรก
กำลังเก็บภาพริมน้ำอยู่ ทันใดนั้นก็มีหนุ่มน้อยวัยขบเผาะเดินเตาะแตะมาริมท่า เห็นว่ายังเล็กนักก็ห่วงว่าจะตกน้ำตกท่า เลยจับตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้ขอนไม้ตรงนั้น หนุ่มน้อยหันมามอง มียิ้มมุมปากอย่างเท่ ๆ ส่งมาให้ ~~ปิ๊ง! สัญญาณจากอดีตชาตกาลทำงาน ฤานี่จะเป็นพี่ขวัญที่เรียมรอมาครึ่งชีวิต??? ฮ่า ๆ ๆ
เลยได้นั่งกุ๊กกิ๊กกับหนุ่มฆ่าเวลา เยื่อใยรักแผลเก่าน่าจะยังเหลืออยู่ เพราะขวัญน้อยช่างให้ความร่วมมือกับป้าเรียมเต็มพิกัด อยากถ่ายรูปอารมณ์ติ๊สแค่ไหน สั่งได้-จัดให้ มันช่างน่าทึ่งน่ะค่ะ ที่เด็กตัวแค่นั้น ให้ความร่วมมือกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบหน้าไม่ถึง 15 นาที พอถ่ายรูปเสร็จ ก็ยังตามมานัวเนียป้าเรียมประหนึ่งจะงอนง้อขอโทษที่มาช้าไปหน่อย..ไม่หน่อยล่ะ 50 ปีอย่างน้อย!!!
ห้วงเวลาชื่นมื่นแสนสั้นนัก เพราะถึงเวลาที่เรียมต้องจากขวัญน้อยไปลงเรือแล้ว ชาติหน้าพบกันใหม่นะจ๊ะพี่ขวัญ ชาตินี้วาสนาของเรามีต่อกันเพียงเท่านี้...
ใครที่เคยไปล่องเรือที่เกาะเกร็ด และดำเนินสะดวกมาแล้ว ไม่ต้องมาล่องเรือที่ขวัญเรียมนะคะ เพราะว่าที่นี่เขาสำหรับคนที่ไม่เคยลงเรือในคลองมาก่อน ได้ลงไปนั่งเล่นเพื่อจารึกว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเคยลงเรือ เนื่องจากเรือแล่นไปมาห่างจากวัดไม่เกิน 500 เมตรไปกลับแค่นี้เอง มีมัคคุเทศก์นักเรียนเจื้อยแจ้วจำนรรจาท่าทางคล่องแคล่ว ตอนน้ำชาอายุเท่านี้ทำไม่ได้ ส่วนหนูน้อยทั้งสองจะพรรณนาว่าอะไรบ้างนั้น...น้ำชาลืมหูไว้ที่บ้านเลยไม่สามารถนำมาถ่ายทอดได้
ตอนนี้แดดก็เริ่มร้อนแล้ว พอขึ้นจากเรือก็ตรงไปกินไอติมกะทิแถมเรือ ขอซื้อเรือเปล่ากลับบ้าน 5 ลำ ๆ ละ 10 บาทเอง ถูกมากค่ะ เลยซื้อมาหัดทำดีคูผาดเล่น ๆ เดินมาหน่อยเจอข้าวเหนียวมูลสีรุ้ง เขาโฆษณาไว้ว่าอร่อยขนาดสุลต่านของบรูไนยังโปรดปราน หน้าตาก็ดูไฮโซน่ากินพอประมาณ เลยซื้อมา 1 กล่อง 30 บาท ใส่ข้าวเหนียว 6 คำ 6 สี หน้าสังขยา 2 ปลา ป่น 2 กุ้ง 2 หิ้วมาถึงบ้านทั้งหมดไหลมารวมกันเป็น 1 ก้อนสีรุ้งจริง ๆ และหน้าทั้งหมดก็ปนเปกัน เหมือนกินจากบาตรพระป่า
นอกจากอาหารแล้วก็มีขายสินค้าเหมือนตลาดนัดบ้าน ๆ ทั่วไป มีสอนทำดีคูผาดด้วยนะ ซื้ออุปกรณ์แล้วเขาจะสอนให้ฟรี ยังไม่ 9 โมงเลยเดินเสร็จแล้ว เร็วเกินกว่าที่จะกินข้าวมื้อเที่ยง แต่ก็หมายมั่นไว้ว่าจะชวนใครต่อใครมาเที่ยวอีก อยากกินปลาทูทอด ใครจะไปกินปลาทูทอดรสแผลเก่าที่ตลาดน้ำขวัญเรียมกับน้ำชา...ยกมือขึ้น!
ขากลับ น้ำชากลับทางวัดบำเพ็ญเหนือ เรียกมอเตอร์ไซด์ไปส่งที่ป้ายรถเมล์ ดีที่เรียก ไม่งั้นเดินตากแดดหน้าเกรียมแน่กว่าจะไปถึง ไกลพอสมควร ใครที่อยากมาตลาดน้ำขวัญเรียมโดยรถส่วนตัว สามารถมาได้สะดวกทั้งสองทาง ถ้าอยู่ไกลก็ขึ้นทางด่วนมาลงถนนเสรีไทยเลย เลี้ยวขวามาถึงนิคมบางชัน แล้วก็จะเห็นวัดอยู่ขวามือ ใกล้นิดเดียว ตลาดน้ำนี้เปิดเฉพาะเสาร์อาทิตย์ทั้งแต่เช้าถึงค่ำ เย็น ๆ มีเทศนาธรรมด้วย มาวัดตักบาตร ฟังธรรม นั่งชิล ๆ กินของอร่อย ๆ ริมคลอง ก็น่าจะเป็นการใช้เวลาในวันหยุดอย่างมีคุณค่านะคะ.

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

การตลาดพาเพลิน

What a day!
การขายของเจ็ดวรงค์ เริ่มสนุกขึ้นเมื่อพี่ติ๋ว-รุ่งนภากรุณาสั่งซื้อรองเท้าใส่อยู่ในบ้าน 1 คู่ เพราะไม่แน่ใจว่าคู่ที่พี่เขาชอบมันจะใหญ่ไปหรือเปล่า จึงสำรองอีกคู่ติดไปด้วย มีทั้งเนื้อทั้งตัวแค่ 2 คู่แหละค่ะ 555555 พูดซะยังกับมีเยอะนะ พี่ติ๋วบอกว่าบ้านอยู่ปากซอยเข้าบ้านอาจารย์อายะดา ฉันเคยไปค่ะ แต่สิบปีที่แล้ว เลยจำไมได้ต้องว่าจ้างมอเตอร์ไซด์ไปส่ง ไปถึง พี่ติ๋วนั่งรอในห้องทำงาน หลังจากลองรองเท้า เลือกได้แล้ว พี่ติ๋วก็พาชมงานฝีมือของพี่บ้าง มีปักเสื้อ เพ้นท์เซรามิค ฝีมือดีมากค่ะ ก็คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฉันจึงเอาพัดดีคูผาดที่ทำที่บ้านพี่เจนมาอวด กล้าอวดเนอะ แต่พี่ติ๋วกลับสนใจ..ถามว่าถ้าสั่ง 100 อันจะคิดเท่าไร จะแจกในงานวันเกิดคุณพ่อ ฉันถามว่าวันเกิดเมื่อไร พี่ติ๋วบอกว่าเดือนพฤศจิกายน นึกถึงหน้าพี่เก็จทันที 5555555 เลยให้เบอร์พี่เก็จแล้วบอกให้พี่ติ๋วโทรคุยกับพี่เก็จเองดีกว่า กล่องทิชชู่ 15 ใบออเดอร์พี่อ้อยยังทำไม่เสร็จเลย 5555555 แต่ความที่ไม่อยากเสียลูกค้า ฉันเลยเลียบเคียงถามพี่ติ๋ว ว่าจะเป็นไรไหม ถ้าฉันจะเป็นคนทำให้ 55555555 พี่ติ๋วมองหน้า คงนึก..มันจะสวยแบบพัดที่เอามาให้ดูไหม? (สวยแบบเด็ก ๆ ทำน่ะ หัวหมียังถลอกเลย) 
เสร็จจากบ้านพี่ติ๋ว ฉันก็นั่งรถเมล์ไปหาป้าจี ป้าจีบอกว่าจะไปจตุจักรด้วย ป้าจีบอกวันก่อนตอนให้จิ๋มโทรคุยว่าจะไปเดินเที่ยวด้วย...แม้ฉันจะไม่ค่อยมั่นใจ แต่ก็ดูไปก่อน ครั้งก่อนก็บอกว่าจะไปเดินสำเพ็งด้วย แล้วมีเหตุจบแค่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ครั้งนี้จะเป็นยังไงก็ต้องติดตามดู ระหว่างรอป้าจีเตรียมตัว ฉันก็ลองกล้องใหม่เป็นที่เพลิดเพลิน ให้เด็กบ้านป้าจีช่วยถ่ายให้หลายรูป ลองเทคนิคใหม่ที่มีมากับกล้อง สวยไม่น้อยหรอกค่ะ พอป้าจีลงมาก็จัดแจงเปลี่ยนร่วมยาให้ป้าจีใหม่ ป้าจีชมว่าสวยมาก แพงไหม? ฉันบอกว่าอันนี้ฉันกับพี่เก็จทำให้ป้าจีวันเกิด ไม่คิดเงิน ป้าจีขอบใจ แล้วก็ถามว่าทำยังไง ฉันก็เล่าให้ฟังซะละเอียดยิบ  แถมบอกว่าถ้าป้าจีอยากเห็น ไว้จะขนของมานั่งทำให้ชม จะพาป้าจีไปบ้านพี่เก็จก็นะ 5555555 หยิบรองเท้าในเป้ออกมาให้ดูด้วย ผล-ป้าจีบอกขอซื้อรองเท้าประเดิมให้ และยังสอบถามว่าถ้าสั่งอีก 8 คู่จะคิดราคาเท่าไร ฉันนึก..พี่เก็จจะทำไหวไหมเนี่ยะ วันก่อนสามียังบอกเลยว่าพี่เก็จแก่แล้วทำไม่ไหว ไม่ต้องหาลูกค้ามาให้แล้ว แต่พี่เก็จเขียนโน้ตให้ฉันว่า...”หาลูกค้าต่อไปเหมือนเดิม” ไม่รู้จะว่าไงวันเดียว เจอลูกค้าขอใบเสนอราคาพัด 100 อัน รองเท้าอีก 8 คู่ 5555555
แล้วป้าจีก็เล่าให้ฟังวันก่อนตัดต้นไม้เพราะมันล้ม แล้วท่อนไม้กระเด็นมาเกือบโดนป้าจี พี่สำเนา(แม่บ้าน)ร้องลั่น โชคดีมาก เพราะถ้าโดน..ไม่อยากจะคิด เดือนก่อนป้าจีก็หกล้มเพราะจะจับหมาไม่ให้ไปกัดแมวเลยหงายหลังเลย เดชะบุญว่าเป็นคนกระดูกแข็ง ไม่มีอะไรแตกหรือหัก แต่ก็เจ็บหลังอยู่ร่วมเดือน
แล้วเราก็ออกเดินทางไปจตุจักรค่ะ วันอาทิตย์นี้รถค่อนข้างติด ไปเกือบถึงแล้ว ประมาณพหลโยธิน ป้าจีบอกว่าเราหาอะไรกินกันก่อนไหม? ที่จริงป้าจีไม่หิวหรอกค่ะ แต่ห่วงฉัน เนื่องจากบ่ายโมงแล้ว ฉันบอกว่าไปกินส้มตำที่เจเจก็ได้ ป้าจีบอกว่าไม่เอา กลัวสกปรกเดี๋ยวท้องเสีย อยากกินร้านอาหารจีนมากกว่า ขับมาถึงอารีย์สัมพันธ์ ฉันก็ไม่ค่อยได้มาแถวนี้เลยไม่รู้จะเสนอแนะยังไง ขับวนไปวนมา หาไม่มีร้านอาหารจีน เลยแวะร้านส้มตำเลิศรส 5555555 ไปถึงก็สั่งผัดไทวุ้นเส้น ไก่ย่างครึ่งตัว ส้มตำไทย อาหารร้านนี้อร่อยมากค่ะ กินอย่างมีความสุข กินเสร็จฝนตก 5555555 ทีนี้เลยสบายเลย ฉันได้ทีบอกป้าจีว่าอย่าไปเดินจตุจักรเลยค่ะ เพราะฉันว่ายังไง ๆ ป้าจีไม่น่าจะเดินไหว แถมฉันก็จำร้านไม่ค่อยได้อยู่ ครั้นจะพาผู้ใหญ่ไปเดินเข้าตรอกแคบ ๆ เบียดคนเยอะ ๆ ท่ามกลางฝนตก...ไม่น่าจะรอด 55555 ขำป้าจีว่าคงอยากไปเดินด้วย เพราะป้าจีบอกว่า ป้ามีรถช่วยเดินนะ ฉันก็ยังไม่เคยเห็นอุปกรณ์ที่ว่า แต่นึกภาพถนนซอกซอยที่จอแจในจตุจักร ของที่จะซื้อพะรุงพะรัง และคนแก่อายุ 91 ปี กับฉันที่ขนาดตัวคนเดียวยังเดินสะเปะสะปะ...มันไปกันได้เหรอนั่น 5555555
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ป้าจีขอแวะอตก.ก่อน คงขอเวลาคิดให้รอบคอบ 5555555 ฉันก็ว่าอตก.พอให้ป้าจีเดินไหว เพราะเล็กกว่า แล้วพื้นก็เรียบ คนแก่เดินได้ ลงไปถึงตลาด ป้าจีแวะร้านคุ้นเคย แม่ค้ากรี๊ดกร๊าดดีใจบอกว่าไม่เห็นป้าจีมาหลายปีแล้ว แต่ท่าทางจะเป็นลูกค้าวีไอพีเลยจำได้ กุลีกุจอมาจูงป้าจีไปนั่ง แล้วป้าจีก็ใช้ปากช็อปปิ้ง 55555555 มีลุกเดินบ้างค่ะ แต่ก็แค่ 2 ร้านตรงนั้นแหละ อ่ะนะ...งี้จะไปเดินจตุจักรกับอ่อง จะไหวเหรอคะคุณป้า 555555 แต่เดี๋ยวก่อน...เจเจมอลล์ก็น่าจะไหวนะ ป้าจีบอกว่าโอเคงั้นไปเจเจมอลล์ แต่ระหว่างนั่งรถจะไปเจเจมอลล์รถติดมาก ท่าทางคนจะเยอะมาก กลัวป้าจีจะเหนื่อยเกินไปน่ะค่ะ เลยบอกว่า ถึงเวลานอนกลางวันของป้าจีแล้วไม่ใช่เหรอคะ 555555 วันนี้อย่าไปเดินเลยนะคะ รถเยอะมาก กว่าจะจอดรถกว่าจะอะไร จะเหนื่อยเกินไปนะคะ ป้าจีก็บอกให้ฉันไปซื้อของแล้วป้าจีจะรอ โห...ป้าจีขา อ่องยังไม่รู้จะหาร้านสารพัดร้านที่จะต้องไปซื้อเจอตอนไหนเลย มันจะใช้เวลานานมากค่ะ สรุปป้าจีให้คนรถไปส่งที่เจเจมอลล์ค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้ คงเข้าใจแล้วนะคะว่าทำไมฉันถึงรักป้าจีนัก?
นับว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ขอให้ป้าจีกลับ เนื่องจากคนเยอะมากค่ะ ฉันเดินงง หลงไปหลงมา ของที่จดรายการมาซื้อได้ไม่ครบ แต่ได้ของที่ไม่จดมาเพียบ รองเท้า กับพัด 5555555 ซื้อไปหัดทำ เผื่อช่วยพี่เก็จผลิต ไม่งั้นพี่เก็จต้องบวกค่าเจ็บตา กับปวดหลัง เกรงว่าราคาจะสูงเกินไป แต่จะให้พี่เก็จคิดราคาถูก ๆ ก็ไม่คุ้มเหนื่อยของพี่เก็จ  เลยว่าจะช่วยทำส่วนออเดอร์ที่พี่เก็จทำไม่ไหว  พูดซะดิบดี ยังไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าเลยค่ะ 55555555 ที่แน่ ๆ ยังไง ๆ ก็ต้องรักษาลูกค้าไว้ให้ได้ เดินเพลินจน 5 โมงกว่ายังหาร้านรองเท้าพี่เก็จไม่เจอ 555555 เฮ้อ ให้ร้านกะลาช่วยโทรหาพี่เก็จถามรายละเอียดร้านรองเท้า กว่าจะเจอเล่นเอามึน ร้านนี้แม่ค้าน่ารักค่ะ มีน้ำใจช่วยจัดเป้ และทิ้งร้านพาฉันไปส่งถึงทางออกที่จะไปขึ้นรถเมล์ ฝนตกแล้ว แต่ฉันเห็นองุ่น เขาขายไม่แพงค่ะ องุ่นนอก กก.ละ59 บาท ซื้อ 2 กก. 555555 ยังกับว่าของที่มีอยู่ยังไม่เยอะพอนะ ที่ต้องเดินตากฝน ไม่ใช่ว่าไม่มีร่ม แต่ร่มมันอยู่ส่วนไหนของเป้ก็ไม่รู้ 555555 ตอนที่แม่ค้าช่วยจัดเป้ก็ลืมเอาร่มออกมา เลยเดินเร็ว ๆ (เท่าจะที่เร็วได้) ก็มีเป้ตุง ๆ อยู่บนหลัง ในมือยังมีองุ่นอีกถุงใหญ่ ยืนรอ 145 อยู่นาน ฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เลยตัดสินใจขึ้น 44 เพราะมาเยอะดี ว่าจะไปต่อรถแถวแฮปปี้แลนด์ ตรงนั้นมี 207 รถถี่กว่า 145
แม้ว่ารถจะติดมาก และท้องเริ่มหิวนิดหน่อย แถมยังเหนื่อย แต่เมื่อถึงเรื่องราวที่พบเจอ ความอารีของป้าจี – พี่ติ๋ว และสีหน้าของพี่เก็จแล้ว ฉันก็อมยิ้มได้ตลอดทาง การขายของเจ็ดวรงค์..มันไม่ได้ทำรายได้ให้ฉันมากมายหรอกค่ะ แต่มันให้ความสุขมากมายบานตะไท ครั้งก่อนโน้น พี่เก็จถามว่าชอบขายของมากเหรอ มีเพื่อนรุ่นน้องของพี่เก็จเขาก็ทำ อยากเอางานมาให้ช่วยขาย ฉันบอกว่า...ฉันขายเฉพาะของที่พี่เก็จทำ 5555555555555

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

A never ending story of napkin

สมบัติสุดขอบฟ้า...กระดาษเช็ดปาก?!?!?!
ขอเล่าเป็น 2 ภาคใน 1 เรื่องนะคะ 5555 มีอะไรแปลก ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ
ภาคแรก หลังจากที่ฉันตื้อขอติดตามพี่เก็จไปช็อปปิ้งที่เจเจหลายรอบ ในที่สุดตื้อก็ครองโลก พี่เก็จยอมพาฉันไปเจเจ เย้~~ดีเอ๋ยดีใจ พี่เก็จบอกให้ไปถึงบ้านก่อน 8 โมงเช้า เรื่องให้ไปถึงเช้า ๆ ของถนัดค่ะ ชอบเป็น early birds ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ หนอนเยอะดี เอ๊ย..การจราจรลื่นไหล และรถเมล์ก็หลวม ๆ ดีค่ะ มาถึงบ้านพี่เก็จด้วยใบหน้าดี๊ด๊าไม่เก็บอาการ เลยได้ยินคำคุ้นหูจากปากพี่เก็จ w e r .. พี่เก็จแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว แวะเก็บใบโหระพา แม้จะงงแต่ก็ไม่ได้ถาม ระหว่างนี้ก็นั่งรอเพื่อนพี่เก็จ สักพักหนึ่งเพื่อนพี่เก็จก็มาถึงค่ะ พี่อ้อยเขามารับกระเป๋าที่สั่งทำ แล้วพี่เก็จก็ให้กล่องทิชชู่เสื่อกกลายการ์ตูนเป็นของขวัญ พี่อ้อยชมว่าน่ารักถูกใจมากแล้วเลยออเดอร์ 15 ใบสำหรับแจกปีใหม่
จากทีแรกพี่เก็จตั้งใจว่าจะพาฉันเดินเที่ยวเฉย ๆ ไม่ซื้ออะไร ก็เลยต้องไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำงานตามออเดอร์พี่อ้อย พี่อ้อยให้ติดรถไปลงที่ MTR ห้วยขวาง การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าช่วยทุ่นเวลา และทุ่นพลังงานดี เมื่อไรมันจะไปโผล่แถวอ่อนนุช-ศรีนครินทร์ซะที ทุกวันนี้มาบ้านพี่เก็จลำเค็ญ...ขนาดลำเค็ญยังขยันไปซะบ่อย ถ้าไม่ลำเค็ญสงสัยเหมือนอยู่คนละบ้านแต่รั้วเดียวกัน 555555  มาถึงเจเจเช้า ๆ นี่ดีค่ะ ถึงแม้ร้านรวงจะยังเปิดกันไม่ครบ แต่ก็เดินสบายดี มาถึงก็ตรงไปที่ร้านบางไทร พุ่งไปงมหาไข่มุกใน napkin sea พี่เก็จคงลืมไปแล้วว่า...บอกว่าจะไม่ซื้ออะไร 5555555 พี่เก็จเลือกเร็วมากค่ะ คงจะเพราะถ้าเลือกช้า เดี๋ยวจะเยอะ  ส่วนฉันก็...พี่เก็จเอาอันนี้ดิ พี่เก็จอันนี้สวย  พี่เก็จเหลือบมองแว้บเดียว ฟ้าแล้บยังนานกว่าเลย 555555 แล้วบอกว่าno-k ฉันเลยไปยืนดูพี่เก็จเลือก บางทีพี่เก็จกำลังพิจารณาอยู่ ถ้าฉันบอกว่าไม่เห็นสวยเลย เหมือนผ่านQC + อย.คุณพี่เลือกลงตะกร้าเฉย ให้มันได้อย่างนี้ซิ! แล้วยังซื้อกรรไกรอันที่เท่าไรไม่รู้ได้ ซื้อน้ำยาเพิ่มด้วยค่ะ สรุปว่ามาถึงเจเจได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ได้ของมาถือพอประมาณแล้ว สีหน้าพี่เก็จเริ่มมีความสุข 5555555 ตอนแรก ๆ หน้าไม่ค่อยเสบยค่ะ บอกว่านอนน้อยไป
หน่อย จะไม่ให้น้อยได้ยังไง เล่นทำดีคูผาดตอนกลางคืน แล้วตอนกลางวันตั้งแต่เปิดร้านเจ็ดวรงค์ ก็มีคนมาขอเรียนมั่ง มาปรึกษามั่ง มาเจ๊าะแจ๊ะมั่งทั้งวัน ...ฮอตฮิตอย่างรวดเร็ว แต่ยอดขายยังไม่ค่อยเขยิบ อยากรู้วิธีสร้างแบรนด์จัง 55555555
พอซื้อ napkin เสร็จพี่เก็จก็เดินแบบมีวัตถุประสงค์ พยายามไม่วอกแวก แต่คงพยายามมากไป เดินย้อนไปย้อนมา 3 รอบก็ยังหาควาย เอ๊ย ร้านไม่เจอ เลยโทรถามพิกัดร้านอีกที ไปถึงร้านขายกกปรากฏว่าของมีไม่พอ พี่เก็จเลยสั่งไว้ค่ะ แล้วไปอีกร้านเพื่อไปเอากล่องเปียโนที่สั่งไว้ มีโฆษณาคั่นรายการค่ะ เดิน ๆ อยู่พี่เก็จก็หันมาถามโดยที่ไม่ได้หยุดเดินนะ...ว่า “ทำไมถึงรักพี่?” 5555555 มันใช่เวลาและสถานที่ที่เหมาะจะถามเหรอคะเนี่ย 55555555 สงสัยถามเพื่อไม่ให้น้องเบื่อ ถามฆ่าความเซ็งที่หาร้านไม่เจอซะที 55555555 เป็นคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันท่วงที แต่ก็ทำให้ฉันอารมณ์ดี ลืมไปเลยว่าเรากำลังหลงทางอยู่ จริง ๆ พี่เก็จออกจะเป็นห่วงเพื่อนร่วมทางมาก เพราะจะคอยหันมาดูอยู่เสมอ ๆ แล้วส่งเสียงอันห่วงใยสุด ๆ เป็นระยะ ๆ ว่า “อ่อง..ระวังของ” 555555555 คือพี่เก็จเขากลัวว่าฉันจะทำของข้างทางเขาตกลงมาแตกหักเสียหายน่ะค่ะ ไม่ได้หมายถึงให้ระวังคนล้วงกระเป๋าแต่อย่างไร ในที่สุดก่อนตะวันตกดิน..เว่อร์อีกแระ ก็เจอร้านแล้วค่ะ ระหว่างที่พี่เก็จกำลัง QC สินค้ากล่องเดียวอยู่ คุณน้องก็เดินดูนั่นนี่ในร้าน บทสรุปสองคนออกจากร้านด้วยเปียโน 1 หลังและหนังสือ 1 เล่ม 5555555
เดิน ๆ มาอีกเจอร้านขายกะลา ฉันติดใจผลงานกะลาของพี่เก็จมากที่สุด ถึงกับตั้งชื่อรุ่นผลิตภัณฑ์จากกะลาของพี่เก็จไว้ว่า “gala-Ket” อ่านแบบไทย ๆ ก็เป็นการะเกด 5555555 อะไรที่เพี้ยน ๆ ล่ะของถนัดนักล่ะ ชวนพี่เก็จแวะดู พี่เก็จก็คงชื่นชอบด้วยเหมือนกัน  สองคนพี่น้องจมอยู่ในร้านเกือบชั่วโมง ได้กะลาออกมา 1 ถุง 3 ชิ้น 55555555 หน้าพี่เก็จเริ่มเบิ่งบาน เหมือนดอกไม้ต้องแสงอรุณและหยาดน้ำค้างตอนใกล้รุ่ง พี่เก็จพาไปนั่งกินขนมจีน บอกว่าร้านนี้อร่อย แต่ไปถึงพี่เก็จก็จัดแจงล้างจานเป็นค่าอาหารก่อนเลย เปล่าหรอกค่ะ ...555555 ล้างเองก็ค่อยวางใจหน่อยไงคะ แล้วเปิดกระเป๋าหยิบผักมากินกับขนมจีน อืม อร่อยแอกอนิกส์มาก ๆ
ตอนนี้ก็เริ่มอยากกลับแล้ว เพราะว่าท้องหนักแต่ตัว (กระเป๋า) เบาแล้ว และคนก็เริ่มเยอะแล้วค่ะ แต่ต้องเข้าห้องน้ำก่อน พี่เก็จไปเข้าห้องน้ำ ฉันเข้าร้านขายหมวก 55555555 เดาได้ถูกต้องแล้วค่ะ...จบลงด้วยหมวกอีก 2 ใบ เอิ๊กกกกก ดีที่ร้านหมวกอยู่ใกล้ทางลง MTR จึงปิดฉากภาค 1 ด้วยประการฉะนี้.
ภาคหลัง ขอเท้าความจากภาค 1 เล็กน้อย เพราะสั่งกกไว้จำนวนหนึ่งใช่ไหมคะ ฉันก็เลยบอกพี่เก็จว่าจะตามไปช่วยหอบของ ทีแรกพี่เก็จไม่ให้ไปด้วย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจในวันพฤหัสว่า..อ้ะ อยากไปก็ไป ลัลล้า~~~ พอดีฉันไปเจอหนังสือสอนทำดีคูผาดดี ๆ เล่มหนึ่ง อ่านแล้วชอบมากเลยซื้อมาว่าจะเอามาฝากพี่เก็จ แต่ระหว่างที่หนังสืออยู่บ้านก็เปิดอ่าน อ่านไปอ่านมา น่าสนใจมากค่ะ ต่อมกิเลสดีคูผาดถูกสร้างขึ้น 55555555 เลยว่าจะไปสอยของมาลองทำมั่ง ชิ้นแรกที่จะทำคือ “ของขวัญวันเกิดพี่เจน” 55555555 พี่เก็จนัดวันศุกร์ แต่ฝนตกหนักทั้งวันติด ๆ มา 3 วันแล้ว แอบกังวลนิดหน่อยว่ารถจะติดไหม? แล้วฝนจะตกไหม? แต่ก็มิได้หวั่นไหว ขอให้ได้ไปกับพี่เก็จ ที่ไหน ๆ ก็ไปหมด 555555555 คราวนี้เตรียมความพร้อมด้วยเป้ใหญ่ 1 ใบ ถุงผ้าขนาดจัมโบ้อีก 1 ถุง ไว้ใส่สัมภาระที่พี่เก็จจะซื้อเอาไปเผื่อ ๆ .. ย้ำค่ะว่า “เผื่อ ๆ”
งวดนี้ออกจากบ้านเช้ากว่าเดิมอีก เพราะติดรถสามีพี่เก็จไปลง MTR ค่ะ ก่อนออกจากบ้าน พี่เก็จถามว่าอ่องจะเอาผักเท่าไร 5555555 เตรียมผักไว้กินกลางวันแล้วพี่เรา มาถึงเจเจเช้ามากกว่าที่เคยมา ท้องฟ้าเป็นใจค่ะ ครึ้มพอประมาณ แต่ไร้กลิ่นไอฝน เป็นมิติหมาย เป็นฤกษ์ดีเหมาะต่อการช็อปปิ้งเป็นที่สุด สิ่งที่ไม่เข้าใจในพี่เก็จมีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และหลายคำถาม 5555555555 เรื่องนั้นคือเรื่อง N A P K I N ถ้าใครเห็นคลัง napkin ที่บ้านพี่เก็จแล้วจะต้องบอกว่ามันเยอะมากกกก และมีอย่างละ 1-2 แผ่นเท่านั้น แต่พอมีออเดอร์ที ก็ต้องออกมาซื้อใหม่ที 55555555 ประมาณลายที่มีอยู่เป็นร้อย ๆ ลายล้วนแล้วแต่หาฮวงจุ้ยดี ๆ ลงในผลิตภัณฑ์ไม่ได้ ฉันล่ะกลัวใจตัวเองเหมือนกัน เพราะตอนนี้ริจะทำมั่ง ที่จะทำไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ บางทีลูกค้าถามหาของชิ้นใหญ่ ๆ กำหนดสเป็คมา พี่เก็จไม่ค่อยชอบใจ ประสาศิลปิน อารมณ์อ่อนไหว ฉันเป็นกับงานเขียน ส่วนพี่เก็จเป็นกับงานดีคูผาด ฉันก็เลยเข้าใจพี่เก็จดี แต่ก็ไม่อยากเสียลูกค้า เพราะกว่าจะมีลูกค้าเข้ามาเคาะระฆังสั่งซื้อของแต่ละราย มันง่ายอยู่หรือ?
จริง ๆ ฉันไม่ได้หวังจะร่ำรวยจากธุรกิจนี้มากไปกว่าความสุขของฉันและของพี่เก็จ ขอแค่ไม่ขาดทุนก็ปลื้มแล้วค่ะ และจะปลื้มมากขึ้นเรื่อย ๆ กับจำนวนเงินที่ได้มาสำหรับซื้อ napkin 5555555555 จริง ๆ นะ ดีคูผาดน่ะ อะไร ๆ ก็ไม่จรรโลงใจเท่า napkin เลยให้ตายซิแบทแมน
ดูอย่างวันนี้ซิคะ ไปถึงเจเจก็ตรงดิ่งไปร้านบางไทร แล้วก็งมหาสมบัติอยู่ในทะเล napkin ก่อนใครเพื่อน ยิ่งไปเช้า ๆ ไม่มีคน ยิ่งเพลินอุรากันใหญ่ ฉันเองก็เลือกซื้อกับเขาด้วย ก็ตั้งใจจะหัดแล้วนิ เลือกแป๊บเดียวได้นับสิบแผ่น ขนาดยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร แล้วจะทำได้ไหม? ไอ้ที่ขอปันซื้อจากแตนก็ยังมีอยู่หลายสิบแผ่น เฮ้อ~~คิดแล้วให้หนักอก 5555555 ฉันซื้อชุดเริ่มต้นด้วย แปรง กาว น้ำยาเคลือบ กรรไกร สีต่าง ๆ ซื้อครบหมดยกเว้นสีขาว 55555555 ที่ไม่ซื้อเพราะกลัวว่ามันจะหนักค่ะ เนื่องจากต้องไปเอาของ ๆ พี่เก็จอีก อีกอย่างคิดว่าแรก ๆ จะยังไม่ทาสีค่ะ
หลังจากไปเอากล่องทิชชู่ที่สั่งคราวที่แล้ว เดินออกมา ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว พี่เก็จชวนว่ากินกันไหม? 10 โมงเนี่ยะนะ? มื้ออะไรคะคุณพี่? 5555555 พี่เก็จบอกว่ามื้อเที่ยง แต่ถ้ามาตอนเที่ยงคนเยอะ ร้านนี้พี่เก็จยกนิ้วว่าอร่อยมาก อีกอย่างคือวันนี้พี่เก็จจะพาไปเดินเที่ยวเจเจมอลล์ กินให้อิ่มซะทีเดียวจะได้ไม่ต้องพะวักพะวง ฉันคิดอยู่ 0.17 วิ....ก็ได้ค่ะ กินก็กิน ร้านนี้สะอาดสะอ้านกว่าร้านขนมจีน ตั้งอยู่ริมถนน พอนั่งปุ๊บ พี่เก็จก็สั่งเกาเหลา ฉันสั่งเส้นใหญ่แห้ง คนขายถามว่าปรุงเลยไหม? เอาเผ็ดแค่ไหน? ฉันบอกว่าไม่ต้องจะปรุงเอง แต่พี่เก็จบอกว่า ให้เขาปรุงให้ดิ เขาปรุงอร่อยนะ 5555555 สีหน้าท่าทางเชิญชวนจริงจังจริงใจสุด ๆ ฉันก็เลย เอ้า งั้นให้ร้านปรุงมา แต่ไม่ต้องเผ็ดมากนัก ระหว่างนั่งรอ พี่เก็จก็หยิบผักมาเตรียมพร้อมเต็มอัตรา 555555 วันนี้พกผักมาเยอะมากค่ะ ประมาณว่าเราสองคนกินไม่หมด พี่เก็จเลยแบ่งปันให้ลูกค้าที่เดินเข้ามา ทั้ง ๆ ที่ร้านก็มีผักชนิดเดียวกันปักอยู่ตรงหน้ากอบะเฮิ่มนี่แระ ผักใบใหญ่กว่าด้วย แต่พี่เก็จบอกลูกค้าคนนั้นว่าผักนี้อะฮั้นปลูกเองค่ะ ผักอนามัยแอกอนิก สะอาดปลอดภัยไร้กังวลแน่นอน ฉันแซวพี่เก็จว่า ทำไมไม่เอาข้าวสวยที่บ้านมาด้วยล่ะคะ สั่งแต่เกาเหลาอย่างเดียว ผักกับข้าวพกมาเอง พี่เก็จบอกว่าเดี๋ยวร้านเขาไล่ 55555555
มื้อหรรษาเล็ก ๆ ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ก็มีพลังงานเต็มขีด พร้อมจะไล่ล่าสะสม napkin กันแล้วค่ะ ที่จริงพี่เก็จเขาแค่คิดจะพาไปเดินเล่น ไปรู้จักสถานที่ใหม่ ๆ อีกที่ ไม่ได้มีโปรแกรมจะตามล่ามหาสมบัติแต่อย่างใด แต่ไม่รู้อะไรเข้าสิง พอเห็นกระบะขาย napkin วางอยู่ ร้านไหนร้านนั้น ไม่มีพลาด คุณเก็จวรงค์วิ่งเข้าใส่ทุกกระบะ 555555 แล้วก็...ขี้หมูขี้หมาอย่างน้อย ๆ ต้อง 5 แผ่นออกจากร้าน ซื้อจนปวดหลัง-ตังค์หมดแหละ คิดดู!!!!

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Stainless Castle ..โลหะปราสาท สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธา

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจอินเตอร์เน็ต        เพราะเหตุว่ามันพลิกล็อคได้เสมอ....
ตอนที่ค้นข้อมูลขี่จักรยานในอินเตอร์เน็ตครั้งก่อน...ไปอ่านเจอในเฟสบุ๊คว่าเขามีทัวร์จักรยานเที่ยวทัศนศึกษาชุมชนหลังวัดราชนัดดาราม เห็นเขียนไว้น่าสนใจมากว่ามีบ้านเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 ให้ชม อ่านแล้วก็อยากไปดูให้เป็นบุญตาสักหน เพราะชื่นชอบบ้านเก่า ๆ ประสาคนแก่ ๆ แต่ที่ไม่ได้นึกคือ...ไว้บอกเมื่อถึงเวลาดีกว่า ตอนนี้พร้อมไปเที่ยวกับน้ำชาหรือยังคะ ถ้าพร้อมก็...ลุย!
เมื่อคืนก่อนบอกเพื่อนว่าจะไปเที่ยวชุมชน เพื่อนบอกว่าไปทำไมแถวนั้น มันเป็นแหล่งอาชญากรรม ก็เถียงเพื่อนไปว่า กทม เขาคงเข้าไปเคลียร์แล้วมั้ง ไม่งั้นจะลงประชาสัมพันธ์ในเน็ตให้คนไปขี่จักรยานเที่ยวทำไม เพื่อนก็รู้ว่าคงห้ามไม่ได้ เลยอวยพรให้รอดพ้นจากนักวิ่งราว เป็นการขู่ทางอ้อมนะนั่น ดังนั้นมาเที่ยวนี้เลยพกศาตราวุธร้ายแรงที่ชื่อว่า “อำเบรลล่ะ” ติดตัวไปไว้สู้กับโจร 555555
ออกเดินทางแต่เช้าวันอาทิตย์ มารอต่อรถเมล์แยกอโศก ก็พอรู้ว่าสาย 60 แต่นั่งรอนาน เห็น 23 -72 ผ่านมาบ่อย อ่านดูไปเทเวศร์ มันก็ไปทางนั้นนะ แต่ด้วยประสบการณ์ครั้งก่อนเลยถามกระปี๋ก่อนขึ้นว่าไปเฉลิมไทยไหม? กระปี๋เซย์โน เลยนั่งรอรถต่อไป ระหว่างนั่งรอรถเกิดนึกถึงอะไรขำ ๆ นั่งอมยิ้ม มองไปมองมาสบตากับชายวัยกลางคน ๆ หนึ่ง ปิ๊ง~~~ 5555555 เขาก็เลยแสดงความอารี บอกว่าต้องขึ้นสาย 60ถึงจะไปลงหน้าเฉลิมไทย ไม่เท่านั้น พอรถมาก็เรียกให้ขึ้นรถ ขึ้นเสร็จยังดูแลให้ยืนตรงนั้นตรงนี้ พอมีคนลุกก็กันที่ไว้เรียกให้ไปนั่ง แอบนึกสงสัยถ้าเขาอยู่แถววัดราชนัดดาราม สงสัยจะได้ไกด์กิตติมศักดิ์
มาถึงบริเวณโรงหนังเฉลิมไทยเก่าในเวลาไม่นาน เดินทางตอนเช้านี่ดีอย่างนี้แหละ ถนนโล่งอากาศดี สายตาป๊ะเข้ากับโลหะปราสาทอันเลื่องลือ เลยว่า..ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองเข้าไปเที่ยวชมดูเป็นไร ค่าผ่านประตูแค่ 20 บาทเอง ที่จริงต้องการเวลานอกทำใจก่อนเข้าไปผจญภัยในแหล่งอาชญากรรมตามคำขู่ของเพื่อนน่ะค่ะ ถึงจะมั่นใจในโชคชะตาของตัวเองว่าคงไม่ถูกฆ่าตายอย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนี้ 555555555
ตอนเดินมาใกล้ ๆ ปราสาท แอบเคาะดูว่าทำไมถึงชื่อโลหะปราสาท อืม มันเป็นโลหะจริง ๆ ด้วย แต่ไม่รู้ว่าเป็นเหล็กหรืออะไร ที่แน่ ๆ คือไม่มีสนิม สมัยที่สร้างใหม่ ๆ อาจจะไม่สีดำอย่างนี้ อาจจะเป็นสีเงินมันวาว คงแปลกตาทีเดียว เพราะวัดวาในไทยส่วนมากเน้นสีทอง
พอได้เข้าไปแล้วรู้สึกชอบค่ะ เหมือนเป็นใต้ถุนอาคาร ลมทะลุได้ตลอดรอบทิศ ทำให้อากาศปลอดโปร่งไม่อับทึบ ที่สำคัญคือสะอาดพอดูทีเดียว แต่ก็น่ะ...ลืมตัวไปว่า...เดี๋ยวค่อยบอกนะคะว่าลืมว่าอะไร  เดิน ๆ ไปเจอกะไดเวียนของชอบค่ะ สมัยเด็ก ๆ บ้านอากงที่นเรศมีกะไดเวียน ชอบวิ่งขึ้นลงบ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกิจอะไรที่ชั้นสอง แต่พอรื้อออก ก็ไม่เคยได้ไปขึ้นกะไดเวียนที่ไหนอีกเลย เขาไม่มีป้ายห้ามขึ้น ลองขึ้นไปดูดีกว่า
ขึ้นไปถึงชั้นสอง มีพระพุทธรูปวางเรียงรายมากมาย ไร้ผู้คน เดินรอบถ่ายรูปเพลิดเพลินเป็นอย่างมากค่ะ พอเดินทั่วแล้วมาที่กะไดอีกทีว่าจะลงไปแล้วเพื่อจะไปปฏิบัติภารกิจที่ชุมชนเสียที มองกะไดแล้วอดอยากรู้ไม่ได้ว่าชั้นบนมีอะไร ก็เลยไต่ขึ้นไปอีก ชั้นนี้เป็นที่ให้อ่านหนังสือค่ะ เยี่ยมมากเลยนะคะ มีที่อ่านหนังสือน่าสบายขนาดนี้ เผอิญว่าเดี๋ยวนี้อ่านหนังสือน้อยลง เพราะเล่นเน็ตมากไป สมาธิเลยสั้นลงเยอะ ไม่งั้นคงได้วางแผนหิ้วหนังสือมานั่งอ่านที่นี่สักวันแน่ ๆ เงียบสงบ วิวก็สวยค่ะ มองออกไป..เบื้องหลังหลังคาโลหะ จะเห็นภูเขาทองโดดเด่น แต่ตอนขึ้นภูเขาทองนี่เหนื่อยมาก ที่นี่ไม่เหนื่อยเลย มีเก้าอี้โซฟาให้นอน เอ๊ยนั่งอ่านหนังสืออยู่ติดหน้าต่าง อ่านไปดูวิวไป โรแมนติกน่าดูเลยแหละค่ะ
ตอนนี้ชักอยากรู้แล้วว่ากะไดจะพาไปได้สูงแค่ไหน แล้วข้างบนมีอะไร เริ่มตั้งเป้าหมายชีวิตว่า...ไม่ถึงจุดสูงสุด จะไม่ลงจากปราสาท 555555555 ชั้นที่ 3 เป็นที่สำหรับให้นั่งสมาธิ มีป้ายคำสอนเตือนใจประเทืองปัญญาติดไว้ เดินไปฉงนไปว่าที่สวย ๆ อย่างนี้ทำไมไม่มีคนมาเที่ยว? ตั้งแต่ขึ้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้เจอนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวเอง แต่ก็ดี เพราะถ่ายรูปได้เสรีดี..ชอบ ไม่มีคนถ่ายให้ก็ตั้งกล้องอัตโนมัติถ่ายเองก็ได้ ไม่เห็นต้องง้อผู้ใด เที่ยวครั้งหน้าต้องพกขาตั้งอันจิ๋วมาด้วย
ถัดจากชั้นนั่งสมาธิก็คือชั้นสูงสุดแล้วค่ะ เดินชมทัศนียภาพได้รอบ ตรงกลางยังยกสูงมีกะไดปูนสูงชัน แต่แค่ 4-5 ขั้นให้ขึ้นไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุค่ะ ขึ้นมาถึงชั้นนี้มีพุทธศาสนิกชนชาวไทยหลายคนเลย แสดงว่าแต่ละคนมาถึงก็ direct มากราบพระบรมสารีริกธาตุเลย ไม่ได้แวะรายทางไปเรื่อยเหมือนน้ำชา
ตอนลงมาข้างล่างแล้วจะใส่รองเท้า คุณพระช่วย!!! อยู่ในวัดต้องอุทานอย่างนี้ 55555 ถุงเท้าอะฮั้นย้อมสีโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของ ขอถือโอกาสนี้เตือนผู้ที่จะมาเที่ยวปราสาทเลยนะคะ ใส่ถุงเท้าสีดำมาค่ะ ที่จริงตลอดรายทางก็มีเด็กถือไม้ม็อบมาเช็ดถูพื้น ถูกะไดนะคะ แต่สถานที่โปร่งโล่งและกว้าง จะให้สะอาดเดินเท้าขาวตลอดก็คงไม่ใช่
ออกจากโลหะปราสาทด้วยความประทับใจ ได้เวลาออกไปปฏิบัติภารกิจแล้ว เดินมาทางด้านหลังเจอห้องน้ำเรียงเป็นแถว เมียงมองไปเห็นสะอาดสะอ้านดี เลยเข้าไปใช้สักหน่อย 55555555
หลังวัดเป็นชุมชนขนาดเล็ก ไม่มีอะไรเลย บ้านเก่าที่ว่าก็เก่าและทรุดโทรมมาก เข้าไปเดินชมไม่ได้ด้วยว่าสัมภาระอุรังอุตังมากเลยค่ะ ผิดหวังอย่างแรงนึกว่าจะมีอะไรให้เข้าไปชมดู โชคดีที่มีโลหะปราสาท มิเช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้คงเสียเปล่า ไม่มีอะไรมาเล่าสู่กันฟัง ขากลับต้องเดินไปขึ้นรถเมล์ไกลมาก เกือบถึงสี่แยกคอกวัวที่ไปบางลำพูครั้งก่อนทีเดียว แต่ไม่เหนื่อยค่ะ เพราะเดินไปถ่ายรูปไป อุตส่าห์ข้ามไปถ่ายรูปดอกไม้ที่เกาะกลางถนนด้วย คราวหน้าจะไปเที่ยวไหนดีหนอ? ขอ search internet ก่อนนะคะ น่าน...รู้ทั้งรู้ว่าไว้ใจไม่ได้ ยังไม่หลากจำนะ ก็...555555555.

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Anna and เจ้าป้ากรุงสยาม

Decoupage Class Number 2
ที่จริงแตนนับว่าเป็นคนแรกที่พี่เก็จรับเป็นลูกศิษย์ แต่เพราะต้องกระพือปีกบินข้ามมหาสมุทร ข้ามทวีปมาจากอังกฤษ เลยมาถึงชั้นเรียนช้ากว่าบี้ ไหน ๆ มาช้าแล้วก็พ่วงลูกสาวมาด้วยจะเป็นไร  
นัด 10 โมง แต่ด้วยว่าถนนในกรุงเทพเป็นที่รู้ ๆ กันว่าบทจะติดนั้นสาหัสมหาโหดเพียงไหน ราว 11 โมงกว่าแตนจึงมาถึง ระหว่างรอแตน ฉันก็เตรียมเลือกของที่จะขนกลับบ้าน และถ่ายรูปของชิ้นใหม่ ๆ แต่...เอ้า..กล้องถ่ายรูปอยู่ไหนอ่ะ 555555 ดันลืมซะงั้น เง้อ...พอเพื่อนมาถึงคำถามแรก ๆ ที่ถามคือ เธอเอากล้องมาป่าว? ชีวิตนี้คงอยู่ยากหากปราศจากกล้อง ปลาหายใจทางเหงือก มนุษย์คนอื่นหายใจกันทางจมูก แต่ฉันหายใจทางกล้อง – การห้ามฉันถ่ายรูป ก็ประหนึ่งห้ามฉันหายใจ ฆ่ากันเลยดีกว่า 5555555 W E R อีกแล้วนะ
ฉันบอกให้พี่เก็จทำพานกะลาไว้สัก 20 อัน พี่เก็จบอกว่าจะบ้าเหรอ เอาไปทำอะไรเยอะแยะ – เอาไว้ไปขอตังค์ 5555555 ขอทานไฮโซ กะลาสวยจัดขนาดนี้ เปล่าหรอกค่ะไม่ได้ตอบพี่เก็จแบบนี้ แต่เอาไว้จำหน่ายไงคะ เพราะฉันชอบพานกะลาของพี่เก็จมาก พี่เก็จบ่นอุบ..หาซื้อพานก็ไม่ได้ง่าย ๆ ต้องไปเดินงานโอท็อป แล้วงานน่ะมันง่ายอยู่เหรอ ให้ทำตั้ง 20 อัน ฉันเลยบอกว่าเดี๋ยวฉันช่วยทาสี พี่เก็จมองหางตา...ชั้นไม่ไว้ใจเธอ 5555555555555
แล้วเพื่อนก็เดินทางมาถึง แอนนามาในชุดหวานน่ารักสมวัย แต่ป้าอ่องก็ยังแซวเสื้อหลานว่า decoupage ตัวเองมาเหรอ...อ้อ..ถึงหนูน้อยจะเกิดและโตในต่างแดน แต่คุณแม่ก็พากลับมาเมืองไทยเกือบทุกปี และทุกครั้งที่พูดกับลูก จะใช้ภาษาไทย ดังนั้น แอนนาจึงสื่อสารภาษาไทยได้ดีมาก ไม่งั้นป้าอ่องคงอดคุยกับหลาน เพราะเดี๋ยวนี้สมองทำงานช้า ไหนจะเรื่องไม่ได้ยินอีก
แตนหอบฟางมากองใหญ่ ฟาง napkin ...ทั้งอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ ด้วย นี่ถ้าฉันทำดีคูผาดคงจะตื่นเต้นกับกองทิชชู่สวย ๆ หลากหลายนั้นแน่ ๆ ขนาดไม่ได้ทำก็ยังมานั่งดู นั่งเลือกให้พี่เก็จเลย แต่พี่เก็จไม่ชอบที่ฉันเลือกไว้ บอกว่าฉันไม่มีรสนิยม...55555555
หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ และเยี่ยมชมสินค้าร้าน Jedvarong พอเป็นกษัยให้เกิดความมุมานะ มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อที่จะเรียนเพื่อผลิตผลงานสวย ๆ แบบนี้..คงได้ผลกับคนอื่น แต่ไม่ใช่ฉัน ยิ่งดูก็ยิ่งขยาด ไม่กล้าลองทำ เพราะรู้และเห็นว่าการทำดีคูผาดของพี่เก็จนั้น ละเอียดลออ พิถีพิถันจริง ๆ
สายแล้ว เริ่มเรียนกันทีดีไหม? พี่เก็จเลือกถาดให้แตน ส่วนแอนนา เริ่มด้วยตระกร้าเหมือนบี้ ฉันร้องขอทาสีด้วย พี่เก็จก็ส่งถาดให้แบบไม่เต็มใจเท่าไร 5555555 เพราะฉันจะทาสีอย่างเดียวเท่านั้น ขั้นตอนที่เหลือ...มอบไว้แด่เธอ...5555555
พี่เก็จผสมสีเดียวกับตอนที่บี้มาทำ สีขาวไข่ไก่สาว...สีนี้น่าจะดูดีที่สุดแล้ว นอกจากสว่างสดใสแล้วยังขับลายได้ดี แล้วก็สอนแตนและแอนนาคร่าว ๆ จากนั้นพวกเราก็เริ่มทำงานกัน
เมื่อพวกเราเริ่มต้นทาสี แอนนามองหาครูป้าเก็จว่าอยู่ไหน? ยังไม่ทันได้สอนอะไรสักเท่าไรเลยหายไปไหนแล้ว อ้อ...ครูป้าเก็จไปเล่นโยคะ สามคน ฉัน แตน และแอนนาทาสีอย่างขะมักเขม้น ฉันเพิ่งพบสัจจะธรรมว่าถาดจักสานนั้น...ทาสี ย า ก ม า ก จริง ๆ ทาสีน่ะไม่ยากหรอก เพราะก็แค่จุ่มแปรงจุ้มสีแล้วเอามาละเลงลงบนถาด แต่ที่ยากเพราะพี่เก็จสั่งให้ 1.จุ้มสีแต่น้อย เพื่อประหยัดสี  2.ทาให้เรียบ อย่าให้สีไปกระจุกกัน  3.ช่องโหว่สีดำต้องอุดให้หมด ใครไม่รู้ว่ายุ่งยากยังไง แนะนำให้มาลองทำดูค่ะ ฉันล่ะอยากแอบหาถังเปล่ามาใบนึง เทสีลงไปในถัง แล้วจุ่มถาดทั้งใบลงไปในถังซะรู้แล้วรู้รอด รับรองทีเดียวเอาอยู่
ตอนนี้ทาไปงุงิไป แต่ไม่กล้าบ่นออกอากาศ เพราะอาสาทำเอง 555555 ทำไงแปรงถึงจะส่งสีไปตามซอกมุมได้เนี่ย เลยแอบจุ้มสีชุ่มแล้วประเคนลงไป 55555555 แต่พี่เก็จเดินมาตรวจงานตลอด เพราะว่าไม่ไว้ใจน้องผู้ไม่เคยอดทนกับอะไร ดูไปก็ส่ายหน้าไป สงสัยชั้นต้องทาใหม่ละมั้งถาดนี้...
ตระกร้าของแอนนาทาสีง่ายหน่อย เพราะสานสนิท และไม่ค่อยมีมิติ ดังนั้นจึงไม่มีรูโหว่ที่จะต้องปิดมากเหมือนถาดที่ป้ากับแม่กำลังทำ แค่ทาสียังกินเวลาเป็นชั่วโมง ๆ แถมผลงานของฉัน..ไม่ผ่านอีกต่างหาก 555555555
ถามว่าทำไมต้องทาสีให้ยุ่งยาก เพราะเครื่องจักสานส่วนมากสีเข้มค่ะ ถ้าไม่ทาสีอ่อน ๆ เวลาแปะลาย ลายจะจมจนบางทีหาไม่เจอ ก็จะทำให้งานไม่สวย ดังนั้นถ้าของที่เอามาทำมีสีเข้มแล้ว พี่เก็จจะรองพื้นด้วยสีอ่อน ๆ เป็นส่วนมากค่ะ 
หลังจากที่แอนนาทาสีเสร็จ แต่แม่กับป้ายังมะงุมมะหงาก้มหน้าก้มตาทาสีอย่างเอาเป็นเอาตาย พี่เก็จก็บอกให้ฉันเดินไปซื้อก๋วยเตี่ยวปากซอย ฉันเลยได้จังหวะทิ้งงาน 5555555 ก็ทาเท่าไร ๆ ก็ไม่ถูกใจท่านสักทีเลยชักเบื่อ ชวนแอนนาออกไปเที่ยว(ซื้อก๋วยเตี๋ยว)กันดีกว่า
นั่งรอก๋วยเตี๋ยวนานทีเดียว ไม่ใช่ว่าขายดีมากหรอกค่ะ แต่ลูกค้ารายนี้เรื่องมาก ทำยาก เก็บไว้ทำทีหลังสุด ที่เรื่องมากไม่ใช่ฉันหรอกนะ แต่เป็นพี่เก็จน่ะ 5555555 โห สั่งมาแบบละเอียด จนฉันเกือบบอกแม่ค้าว่า...เถิบไป ขอทำเอง ....55555555
พอได้ก๋วยเตี๋ยวปุ๊บ ฝนก็ลงเม็ดปั๊บ เราสองคนไม่ได้เอาทั้งร่มทั้งหมวกมา ความที่กลัวหลานจะเป็นหวัด เลยบอก ..”แอนนา..วิ่ง” แล้วสองคนก็วิ่งสุดฝีเท้าประมาณจะชิงเหรียญกรีฑาโอลิมปิคมาฝากพี่น้องชาวไทย ...กี่เมตรนะคะพี่เก็จ? ระยะทางจากปากซอยกับบ้านพี่น่ะ อีตอนแรกก็วิ่งเร็วดีหรอก ลมปะทะหน้าตึง ๆ แต่วิ่ง ๆ ไปแรงลมชักเฉื่อย ประทับใจแอนนามาก ตรงที่วิ่งตีคู่กับฉันตลอดทุกความเร็วและความช้า ไม่ว่าฉันจะบอกให้วิ่งเข้าบ้านไปก่อนเลย เดี๋ยวป้าตามไป แต่แอนนาก็ยังคงอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งป้าแก่ ๆ ไว้ข้างถนน
ไอ้เราเลยแย่เลย ว่าจะหยุดแล้วเดินตากฝนเอา เพราะเหนื่อยมาก แต่ก็ห่วงหลานจะตากฝนเป็นหวัดเอา ฝนไทยกับฝนอังกฤษไม่เหมือนกันนะหลานเอ๊ย กว่าจะมาถึงเส้นชัย แทบลงไปนอนกับพื้น …I need oxygen…
แอนนากินง่ายแถมท่าทางเอร็ดอร่อย ผิดกับเด็กที่โตเมืองนอกหลายคนที่ฉันเจอ ตอนที่พี่เก็จเอาน้อยหน่ามาให้กิน แอนนาก็ลองชิมเนื้อน้อยหน่าที่ฉันเลือกส่วนไม่มีเม็ด เมื่อเห็นว่าหลานชอบก็ค่อยให้กินแบบมีเม็ด สอนว่าต้องปลิ้นเม็ดออกด้วย ซึ่งหนูน้อยก็ทำได้ดี
หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็มาเลือกลาย แอนนาไปมุงทิชชู่ของพี่เก็จ 555555 แบบว่ามีลายการ์ตูนเยอะ ถูกโฉลกเด็กกว่าลายดอกไม้ที่แม่ขนซื้อมาแทบไปตั้งแผงขายที่เจเจได้ ส่วนแตนก็เลือกเอาจากทิชชู่ที่หอบหิ้วมา จริง ๆ ที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาจำนวนมากนี้ เพื่อให้พี่เก็จเลือกไว้ใช้ด้วยค่ะ แต่น่ะ...คุณพี่เก็จ...อันนี้พี่มีแล้ว อันนั้นลายใหญ่ไปไม่ชอบทำลายใหญ่ ๆ อันนู้น ฯลฯ ฉันว่าพี่เก็จคงจะชอบที่จะไปเดินช็อปปิ้งมากกว่าระบบขายตรงถึงบ้านมั้ง 
แล้วพี่เก็จขา...ลายที่มีแล้ว จะมีเพิ่มไม่ได้เหรอ? 
ไม่ได้...เบื่อ...
งั้นถ้าพี่ทำครบทุกลายที่มีผลิตมาในโลกนี้แล้ว มิต้องเลิกทำเหรอคะ 55555555
แอนนาเลือกได้ลายหมูหรรษา ส่วนแตนก็เอาลาย English rose จริง ๆ มีชื่อแบบเป็นทางการค่ะ แต่ลืมไปแล้ว ต้องไปถามกูรูแตน  คุณเธอหาซื้อทิชชู่จากอีเบย์ ซะรู้จักชื่อลายเยอะเลย เรียกว่าอีกหน่อยคงได้ปริญญาทาง napkinologist เป็นคนแรกของโลกแน่
ระหว่างที่คุณลูกฉีกหมู คุณแม่ฉีกกุหลาบ (ไม่ต้องถามถึงคุณป้าอ่องนะ 555555) คุณป้าเก็จก็บอกว่าจะสอนเทคนิคใหม่ เรียกว่า...สาวน้อยปะแป้งละกันค่ะ วิธีทำคือผสมสีชมพู เอานิดเดียวพอ แล้วเอาฟองน้ำแห้ง ๆ แตะ ๆ มาผัด ๆ บนกระดาษ เหมือนผู้หญิงเราใช้พัฟทาแป้งน่ะค่ะ ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะมันเหมือนว่าสีเลอะ แต่พอภายหลังงานเสร็จ ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ เหมือนแสงเรื่อ ๆ ของรุ่งอรุณ มองนาน ๆ ก็จะได้กลิ่นอ่อน ๆ ของกุหลาบยามเช้า แว่วเสียงกระพือปีกของผีเสื้อตัวจ้อย 5555555555555 ขนาดตะโกนคุยยังหาหลายหา แต่ไปแว่วเสียงกระพือปีกของผีเสื้อเนี่ยะนะ  วิญญาณนักประพันธ์(ที่ตายไปแล้วเพราะไส้แห้ง) เข้าสิง...
ข้างแอนนา พอฉีกหมูเสร็จ ก็นั่งวางแปลนว่าหมูตัวไหนควรอยู่มุมไหนบ้าง โดยมีครูป้าเก็จให้คำปรึกษาแนะแนว แอนนาชอบหมูถือลูกโป่ง แต่พื้นที่ไม่เอื้ออำนวย เลยถามป้าเก็จว่าหนูจะแปะไว้ที่ก้นตระกร้าด้วยได้ไหมคะ ....ย่อมได้ซิจ๊ะ ระหว่างที่แม่แตนและป้าเก็จรุมปะแป้งถาดสาวน้อย แอนนาก็วางแปลนไว้เรียบร้อย พอสาวน้อยถูกปะแป้งเสร็จ ระหว่างแตนวางลาย พี่เก็จก็มาสอนหลานติดลาย เอ้อ...ดูเหมือนจะข้ามขั้นตอนการทากาวไปหรือเปล่า?  5555555 เอาเป็นว่าขอแทรกการทากาวไว้ก่อนฉีกทิชชู่นะคะ เพราะต้องทิ้งไว้ให้แห้งก่อน
ในเวลาไม่นานนัก ตระกร้าหมูน้อยก็เสร็จสมบูรณ์ แอนนาใจเย็น และทำงานได้ neat กว่าป้าเยอะเลยค่ะ ส่วนของแม่..ยังวางลายไม่ถูกใจซะที ตอนนี้สามีแตนเริ่มโทรมาตามแล้ว ในขณะที่สามีพี่เก็จก็กลับถึงบ้าน ตาโตเมื่อเห็นบ้านที่เคยโล่งสะอาดตา เต็มไปด้วยสัมภาระดีคูผาด ออกไปขี่จักรยานดีกว่า 5555555 ส่วนแตนก็เร่งสปีด เพราะเกรงใจทั้งสามีครูและสามีตัวเอง
แต่งานชิ้นใหญ่ การวางแผน วางลายไม่ใช่เรื่องง่าย  เมื่อทำเสร็จแล้ว มอง ๆ ดู ตรงกลางวันมันดูโล่ง ๆ ตอนนี้หน้าฝน...เจ้าดอกวัชพืชเลยงอกงามออกมาหน่อย เมื่อดอกไม้งามเต็มตาซะขนาดนี้ เหล่าภุมริน ..เอ้อ ผึ้งสวย ๆ หายาก เลยโทรเรียกสหาย butterfly มาเชยชมสักหน่อย ทีแรกตัวเบิ้ม ๆ มาค่ะ แต่ทั้งพี่เก็จทั้งแตนไล่ออกไป บอกว่าแย่งซีนดอกไม้ไปหน่อย ผีเสื้อใหญ่เลยส่งลูก ๆ มาแทน...
ไม่มีเวลาเคลือบงานของแตน ต้องหอบกลับไปเคลือบที่บ้าน แต่แอนนาทำเป็นค่ะ เดี๋ยวแอนนาสอนแม่เอง
คลาสนี้กินเวลายาวนานกว่าคลาสแรก เรียกว่ากว่าจะเสร็จก็ห้าโมงได้ แต่ทั้งแม่ลูกก็ได้ผลงานที่น่าภาคภูมิใจกลับไปคนละชิ้น โดยเฉพาะแอนนานั้นเห่อมากค่ะขอบอก ไม่วางตระกร้าเลย ขนาดขึ้นรถก็ยังถือไว้ตลอด กลับไปถึงบ้านยังหยิบมาเชยชมเองบ่อย ๆ (อันนี้ป้าติ่งเม้าหลานให้ฟังค่ะ) ส่วนแตนบอกว่าแอนนากำลังคิดว่าจะทำอะไรอีกดี  ติดใจแล้วล่ะซิหลานเอ๊ย.