วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เด็กหญิงและว่าวสีส้ม

นิทานเรื่องนี้ เขียนไว้ปีก่อน เอามาให้อ่านกันค่ะ

เด็กหญิงคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านกับคุณตา เพราะความยากจน คุณตาต้องทำมาหากินจนไม่มีเวลาเล่นด้วย วันแล้ววันเล่า เด็กหญิงตัวน้อยนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง รอคุณตาทำงานเสร็จจะได้มาเล่นด้วย แต่ดูเหมือนงานคุณตาจะมีมากเหลือเกิน กว่าจะเสร็จสิ้นลงในแต่วัน ก็ถึงเวลาพักผ่อนเสียแล้ว เด็กหญิงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเหงา


และแล้ววันหนึ่ง คุณตาก็ยื่นว่าวแสนสวยให้ ว่าวนี้คุณตาทำขึ้นเพื่อจะให้หลานสาวได้เพลิดเพลินบ้าง เด็กหญิงรักว่าวแสนสวยนี้เหลือเกิน คุณตาช่วยนำว่าวขึ้นฟ้าให้ด้วย ยามเมื่อว่าวสีส้มมีหางเป็นเส้นยาว ๆ หลายเส้นหลากสีทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีฟ้าใส มีปุยเมฆขาวสะอาดลอยเป็นหย่อม ๆ มันเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเด็กหญิงตัวน้อยเสียนี่กระไร


แล้วคุณตาก็ไปทำงาน เด็กหญิงวิ่งไปมา ดึงว่าวไปทางนั้นที ทางนี้ที “เธอเห็นอะไรมั่งจ๊ะว่าวสีส้ม เล่าให้ฉันฟังหน่อย” เด็กหญิงร้องถาม ว่าวก็เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พบเห็น เด็กหญิงก็นั่งฟังด้วยความเพลิดเพลิน ว่าวทำให้โลกกว้างมาอยู่ในการรับรู้ของเด็กหญิงตัวน้อยได้อย่างเหลือเชื่อ ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่าผ่านไป รอยยิ้มบนดวงหน้าน้อย ๆ นั้นกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ความสุขกระจ่างใสชัดขึ้นเรื่อย ๆ เด็กหญิงคุยกับว่าวนั้นทั้งวันอย่างไม่รู้เหนื่อย รู้หน่าย



รู้อยู่แต่ว่า เด็กหญิงได้รักและผูกพันกับว่าวสีส้มอย่างเหลือเกิน


แต่แล้วจู่ ๆ ว่าวสีส้มก็บินปัดไปปัดมา จนเด็กหญิงรู้สึกถึงแรงกระชากในมือ “เกิดอะไรขึ้นกับเธอว่าวสีส้ม?” เด็กหญิงเห็นเค้าพายุที่เริ่มก่อตัว ลมแรงขึ้น ๆ ว่าวสีส้มก็เหมือนกับวิ่งหัวซุกหัวซุนหลงทางอยู่ในกระแสพายุนั้นจนเด็กหญิงกลัวเหลือเกินว่าว่าวจะขาดซะก่อน เพราะว่าวสีส้มทำจากกระดาษที่บางเหลือเกิน



เด็กหญิงพาว่าวสีส้มวิ่งหลบไปทางนั้นที ทางนี้ที ก็ดูเหมือนจะไม่พ้นกระแสลมอันแรงนั้น เมื่อลมกรีดว่าว เด็กหญิงก็รู้สึกเจ็บปวดประหนึ่งว่าโดนคมมีดกรีดผ่านผิวบางใสของตนด้วย



“ฉันควรปล่อยเธอไปไหม? หรือว่าฉันจะดึงเอาเธอมาเก็บไว้ดี?” เด็กหญิงตะโกนถาม แต่ว่าวไม่ได้ตอบ เพราะกระแสลมอันเกรี้ยวกราด “ถ้าฉันเอาเธอลงมา เธออาจจะกลับขึ้นไปบนฟ้านั้นไม่ได้อีก เพราะคุณตาจะว่างพาเธอขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้” เด็กหญิงคิดอย่างสับสน และกระวนกระวายด้วยความห่วงใยว่าวแสนรัก “ฉันอาจจะมีความสุข เพราะได้กอดเธอไว้ แต่เธอล่ะจะมีความสุขหรือถ้าต้องนอนอยู่นิ่ง ๆ กับฉัน? ไม่ ฉันต้องร้องไห้แน่ถ้าเห็นเธอเศร้า”



หลายครั้งที่ว่าวเหมือนจะปักหัวลงเพราะโดนมือทรงพลังของพายุตบเอา แต่ก็เชิดหัวขึ้นได้อีกในที่สุดท่ามกลางความโล่งใจของเด็กหญิง แต่เด็กหญิงก็เริ่มร้องไห้เพราะความสงสารว่าวสีส้ม



“หรือว่าฉันควรจะปล่อยเธอไป? แต่ลมแรงขนาดนี้ อาจจะพัดเธอไปตก ณ ที่ไกลแสนไกล เธออาจจะตกลงไปในมหาสมุทรแล้วถูกปลาฉลามกัดขาด หรือตกกลางถนนในเมืองให้รถจำนวนมากวิ่งทับเธอไปมา โอ...ฉันทนไม่ได้หรอกนะว่าวสีส้มจ๋า ฉันทนเห็นเธอจากไปแบบนั้นไม่ได้”



เด็กหญิงนึกได้ว่าโลกมีชั้นบรรยากาศ บางทีข้างหลังพายุอาจจะเป็นท้องฟ้าใสก็ได้ จึงวิ่งเข้าไปในบ้าน...หาเชือก ด้ายในบ้านมาต่อสายป่านให้ยาวออกไป ๆ ๆ ว่าวสีส้มเริ่มหายไปเป็นจุดสีส้มหายเข้าไปในเมฆสีเทาดำนั้น จนพ้นจากสายตาไปในที่สุด แต่เชือกในมือก็ยังคงกระชากกระชั้น เด็กหญิงแสนสงสารว่าวสีส้ม เพื่อนว่าวคงผจญกับความโหดร้ายของพายุ ป่านนี้จะเสียขวัญซะเท่าไร เด็กหญิงวิ่งหาวัสดุที่จะมาต่อความยาวให้สายป่านจนหมดบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ริบบิ้นผูกผมของตัวเองก็ถอดออกมาเพื่อช่วยว่าวเพื่อนรัก จนกระทั่งว่าวสีส้มพบกับอากาศที่ดีข้างหลังพายุ เพราะเชือกที่ต่อแล้วต่ออีกในมือเริ่มนิ่ง



คุณตากลับมาเห็นหลานสาวนั่งอยู่ที่ประตูบ้าน ที่ข้อมือพันไว้ด้วยริบบิ้นที่ต่อกับเชือกสารพัดสารพันชนิดลอยขึ้นไปบนฟ้าลิบนั่น ก็นึกรู้ว่าปลายทางนั้นต้องเป็นว่าวที่คุณตาให้ไปเมื่อเช้าแน่



เด็กหญิงยืนยันว่าจะนั่งกินข้าวตรงนั้น แม้เมื่อถึงเวลานอนก็จะขอนอนตรงนั้นเช่นกัน



“ผูกไว้กับเสาบ้านก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาดู”


“ไม่ได้หรอกจ้ะตาจ๋า ถ้าผูกไว้กับเสา หนูจะรู้ได้ยังไงว่าว่าวสีส้มเป็นยังไงบ้าง”


“พรุ่งนี้ตาจะทำว่าวอันใหม่ให้”


“ไม่ค่ะ เพราะสำหรับหนูแล้ว ไม่มีว่าวตัวไหนที่หนูจะรักได้เท่ากับว่าวสีส้มอีกแล้ว”


“มันก็แค่ว่าว หลานเอ๊ย ว่าวไหน ๆ ก็เหมือนกัน ตาทำอันใหม่ให้สวยกว่านี้สักสิบเท่าก็ได้นะ ทำให้สิบอันเลยเอ้า”


“คุณตาอย่าพูดดังซิคะ เดี๋ยวว่าวสีส้มได้ยินจะน้อยใจ ถ้าไม่มีว่าวสีส้มแล้ว หนูก็ไม่ขอมีว่าวอื่นอีกเลย


คุณตาจำยอมให้เด็กหญิงนอนริมประตู แต่เอาสายป่านมาผูกไว้ที่ข้อเท้าแทน เด็กหญิงนอนลืมตาโพลง สายป่านที่ตึงไม่มากนักทำให้เด็กหญิงรู้ว่าว่าวสีส้มยังคงติดลมอยู่ที่ไหนสักแห่ง แม้จะมองไม่เห็น



“เธอคงสบายขึ้นแล้วใช่ไหม? คืนนี้เธอคงได้เห็นจักรวาล ได้อยู่ในหมู่ดาว เที่ยวให้เพลินนะว่าวสีส้มที่รัก แล้วพรุ่งนี้เช้ากลับมาเล่าให้ฉันฟังด้วย ว่าแหวนของดาวเสาร์มี 3 วงจริงหรือเปล่า มันมีสีอะไรมั่ง อ้อ หลบลูกอุกกาบาตดี ๆ ล่ะ ฉันจะรอเธอกลับมา นานแค่ไหนฉันก็จะรอ เพราะ....ฉันมีเธอคนเดียวเท่านั้น ว่าวสีส้มที่รัก”



แต่ขณะที่เด็กหญิงใกล้จะหลับ เชือกที่ผูกไว้หลวม ๆ ก็คลายปม แล้วหลุดลอยไป เด็กหญิงผวาตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ คว้าไฟฉายออกวิ่งตามหาทันที แต่ความมืดทำให้มองไม่เห็น เด็กหญิงวิ่งพล่านไปในความมืดอย่างบ้าคลั่ง ทางแสงเล็ก ๆ จากไฟฉายไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรในความมืดสนิทของราตรีอันกว้างใหญ่ ในที่สุดเด็กหญิงก็นั่งลงร้องไห้



ความเศร้าในหัวใจน้อย ๆ มีมากกว่าความเหน็ดเหนื่อย และความเจ็บปวดจากบาดแผลขีดข่วนจากกิ่งไม้ เสี้ยนไม้ทิ่มตำตามเท้า และแขนมากนัก เด็กหญิงร้องไห้ และร้องไห้ และร้องไห้ ไม่คิดจะขยับเขื้อนไปไหน แม้ว่าฝนเริ่มตกแล้ว



สักพักใหญ่ คุณตาจึงมาพบแล้วพากลับบ้าน จนแสงสว่างจับฟ้า ฝนก็ยังไม่หยุดตก เหมือนจะร้องไห้เป็นเพื่อนเด็กหญิงผู้เศร้าโศกที่ร้องไห้ไปจนหลับ และเมื่อตื่นขึ้นมาก็ยังร้องไห้อยู่ ไม่ว่าคุณตาจะปลอบใจอย่างไร เด็กหญิงก็ไม่สามารถสร่างโศกได้ จนในที่สุดคุณตาต้องพาเด็กหญิงออกไปเดินหาว่าวเมื่อฝนหยุดตกในอีก 2 วันต่อมา เพราะเด็กหญิงไม่ยอมกินข้าวกินปลาเลย เอาแต่นั่งมองหาว่าวสีส้มแสนรักอยู่อย่างนั้น เหม่อมองไปก็ร้องไห้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า สุดปัญญาที่คุณตาจะปลอบให้หายเศร้าได้



เมื่อได้รู้ว่าคุณตาจะพาไปหาว่าวสีส้ม เด็กหญิงที่เซื่องซึมก็พลันกระตือรือร้นขึ้นในทันใด ยอมกินข้าวเพราะคุณตาบอกว่าอาจจะต้องเดินไกล ถ้าหมดแรงเสียก่อนจะหาว่าวสีส้มไม่เจอ สองคนตาหลานพากันเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย แต่มีเป้าหมายว่าจะต้องหาว่าวสีส้มนั้นให้เจอให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการเดินทางที่น่าเหนื่อย แต่คุณตากลับไม่เบื่อ เพราะได้เห็นหลานสาวมีความกระตือรือร้น มีความมุมานะที่จะหาเพื่อนให้พบ แม้ว่าเพื่อนจะเป็นเพียง กระดาษ ไม้ไผ่ และสายป่าน ในสายตาคนอื่น

แต่สำหรับเด็กหญิงแล้ว ว่าวสีส้มไม่เพียงแต่เป็นแค่เพื่อน ยังเป็นเสมือน โลกทั้งใบ



คุณตาคิดว่าเป็นเรื่องดีสำหรับมนุษย์ที่จะรู้จักรักใครสักคนอย่างมากมาย รักในระดับที่ไม่นึกถึงตัวเอง แม้ในกรณีหลานสาว ความรักของเด็กหญิงนั้นที่มีต่อว่าวสีส้มคือความรัก ความผูกพันที่บริสุทธิ์ รักแม้ว่า... ว่าวสีส้มนั้นเป็นเพียงสิ่งไม่มีชีวิต และไม่สามารถให้ความรักตอบแทนกลับมาได้ก็ตาม



หลังจากเดินหากัน 2-3 วัน จนล้าทั้งตาและหลาน ช่วงเย็นวันหนึ่ง เด็กหญิงก็เห็นริบบิ้นของตัวที่พุ่มไม้โปร่ง! แม้ว่ามันจะดูมอมแมมไปบ้าง แต่เด็กหญิงจำริบบิ้นของตัวเองได้ดี

“ตาจ๋า ๆ นั่น ๆ ริบบิ้นหนู ริบบิ้นที่หนูผูกเป็นสายป่านให้ว่าวสีส้ม”


คุณตาต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเข้าไปถึงริบบิ้นนั้นได้ เพียงสัมผัสแรกคุณตาก็ยิ้มออก เพราะทันทีที่ปลดริบบิ้นนั้นออกจากการเกี่ยวของกิ่งไม้ ก็พบว่ามีแรงดึงเบา ๆ จากปลายทาง ว่าวสีส้มของหลานสาวยังอยู่ที่ไหนสักบนท้องฟ้านั้น



เด็กหญิงยืนลุ้นด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าคนยืนลุ้นเลขตัวสุดท้ายหลังจากที่เลข 5 ตัวแรกตรงกับรางวัลที่ 1 เสียอีกขณะที่คุณตาค่อย ๆ ดึงสายป่านเข้ามาช้า ๆ และกระโดดตัวลอย ร้องอย่างดีใจเมื่อเริ่มเห็นจุดสีส้มเล็ก ๆ บนฟ้านั้น



“ว่าวสีส้มจ๋า” เด็กหญิงร้องเรียกด้วยความคิดถึงทั้งหมดจากหัวใจ “โอย..ดีใจจังที่เธอยังอยู่ดี”



“เดี๋ยวตาเอาลงมาให้นะ”



“อย่าจ้ะ..ตาจ๋า ให้มันอยู่บนฟ้าเถอะ”



“อ้าว ทำไมล่ะ ตานึกว่าหนูอยากจะเก็บมันไว้เสียอีกนะ”

“ไม่หรอกค่ะ เพราะมันคือว่าวสีส้มเพื่อนหนู ตอนที่มันอยู่บนฟ้า ถ้าเอาลงมา มันก็เป็นเพียงกระดาษทำว่าวผู้แปลกหน้าเท่านั้นเอง”



เด็กหญิงเดินไป กระโดดโลดเต้นไป มือข้างหนึ่งจูงคุณตา ส่วนอีกข้างหนึ่งจูงมือ..สายป่านของว่าวสีส้มที่ลอยฉวัดเฉวียนล้อลมไปมา


วันนั้นเป็นการเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุขเต็มหัวใจของคุณตา เด็กหญิง และว่าวสีส้ม.

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พะโล้ โห่ฮิ้ว

ทำไมต้องโห่ฮิ้วด้วย ทำเป็นทาร์ซานไม่เคยชิมพะโล้ไปด้ายยย



เกิดอาการติดใจ หลังจากที่มัสมั่นออกมาอร่อยได้เหรียญ 5555555 อะไรจะขี้คุยปานนี้ 5555555 ที่จริงส่วนหนึ่งต้องชื่นชมอาจารย์ค่ะว่าสอนดี คนเราเกิดมาจากท้องแม่ จะทำอะไรเองเป็น ถ้าโลกนี้ปราศจากครูอาจารย์ เราหลายคนก็คงไม่ได้รู้จักกัน เราหลายคนก็คงไม่ได้ทำเมนูแปะไว้ในเฟชบุ้ค ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงควรเป็นผู้ได้รับการกตัญญูกตเวทิตาอย่างยิ่ง


พะโล้นั้นมีหลายสูตรอยู่ ที่ฉันรู้ก็มีสูตรคนจีน กับสูตรคนไทย และสูตรมั่ว ๆ ฉบับอ่องศรี 5555555 สูตรมั่ว ๆ นั้นสมัยที่ไปเรียนที่พิกซ์เบิร์กเนี่ยะ ความรู้เรื่องครัวน้อยมากถึงน้อยที่สุด วันหนึ่งอยากกินพะโล้ขึ้นมา ก็ไปซื้อไก่ย่างมาครึ่งตัว มาถึงก็หย่อนใส่หม้อ เทซอสแม๊กกี้ ซีอิ้วดำ ไข่ต้ม เติมน้ำแล้วต้ม ๆ ๆ 5555555 มั่วมากมายใช่ป่ะ แต่อร่อยแหละ แต่จำได้ไม่ชัดว่าอร่อยแบบอร่อยจริงๆ หรือจำเป็นต้องอร่อย


สูตรคนจีน...มีบรรพบุรุษนั่งเรือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เลยโตมาด้วยอาหารจีน ทั้งย่า และยายทำอาหารเก่งมากค่ะ เวลาไหว้เจ้าไม่เคยซื้ออาหารสำเร็จรูป แต่จะทำเองทุกอย่าง แม้กระทั่งแป้งทำกุ้ยช่ายก็ยังโม่เองเลย สมัยเด็ก ๆ ชอบไปเล่นเครื่องโม่ตอนพวกผู้ใหญ่กำลังวุ่นวายทำอาหารร้อยพันอย่าง 555555 ไม่ช่วยแล้วยังไปเพิ่มภาระอีก พะโล้คนจีนมักใส่ไก่+หมู เพราะเป็นของจากไหว้เจ้า แล้วก็มีรสเค็มนำ


ผิดกับพะโล้ไทย พะโล้ไทยจะออกหวานนำ ฉันกินพะโล้ไทยครั้งแรกก็ที่โรงเรียนวัฒนานี่แหละ เคยคิดอยากทำมาหลาย(สิบ)ปี แต่ไม่มีคนสอน เพิ่งมาสบช่องตอนนี้เอง หลังจากที่มัสมั่นสำเร็จด้วยดี ก็ขอให้พี่ลีสอนทำพะโล้


“ง่ายมาก” พี่ลีบอก 5555555 ทุกครั้งที่ขอให้สอนอะไร ส่วนมากคุณนายจะบอกงั้น แต่ก็จริงแหละค่ะ ดูอย่างมัสมั่นซิคะ สอนแบบง้าย ง่าย แถมอร่อยเหาะอีกต่างหาก


ฟังดูแค่เครื่องปรุงก็เหมือนจะเยอะกว่ามัสมั่นอีก แต่เอ้า...อารมณ์สนุกจากเมนูก่อนยังเหลืออยู่..สู้สักตั้งเถอะว้า หลังจากจด ๆ เครื่องปรุงจากพี่ลี ก็ควงพระมารดาไปเสรีมาร์เก็ตกัน กลับมาถึงบ้านก็เก็บของเข้าตู้เย็น เหนื่อยค่ะไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ 55555555 เช้ามาก็จัดการล้างหมูสันในกับหมูสามชั้นที่ซื้อมาอย่างละ 1 ขีด ปอกกระเทียม 1 หยิบมือ (แม่ค้าให้มา 55555 เพราะขอซื้อแค่นั้นเขาคิดตังค์ไม่ถูก) ล้างรากผักชี ไข่เป็ดเมื่อวานให้แม่บ้านออฟฟิศช่วยต้มและปอกเปลือกให้แล้ว วางซอสหอยนางรม ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ น้ำปลา เกลือ ผงพะโล้ ในที่ ๆ หยิบสะดวก


เริ่มเปิดหม้อตุ๋นแล้ววางน้ำตาลปึก 2 ก้อนค่ะ กดน้ำร้อนจากหม้อไฟฟ้าจะได้ร้อนเร็ว ฮี่ ๆ หัสแรกเริ่มเดิมที พี่ลีสอนว่าให้เคี่ยวน้ำตาลจนมันเป็นคาราเมล แต่ระหว่างรอน้ำตาลละลาย ก็มานั่งคุยกับพี่ลีไป ตำกระเทียม-รากผักชี-พริกไทยดำไป ความที่ครกใบใหญ่มากกกก เครื่องเลยล้นครก ตำลำบากมาก 5555555 ตอนแรกนึกว่าต้องตำให้ละเอียด พี่ลีเหมือนจะรู้ ทั้ง ๆ ที่คอมก็ไม่มีกล้องเวบแคม บอกมาว่าไม่ต้องตำให้ละเอียดนะ โอเคไม่ละเอียดก็ไม่ละเอียด เดินไปคนๆ น้ำตาลที่ละลายแล้ว เติมซอสหอยนางรม ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ น้ำปลา เกลือ แล้วชิมดู โอ๊ะ อาหย่อยแฮะ ทีนี้ก็ต้องคนให้งวดละ คนไปคนมาเมื่อย 555555 ไหลโชกขนาดนั้นมันจะเป็นคาราเมลเมื่อไรเนี่ย 555555 เดินมานั่งพักผ่อนที่หน้าคอมต่อ พี่ลีคงนึกอะไรได้ เลยบอกว่าไม่ต้องรอข้นแล้ว ใส่ทุกอย่างเว้นไข่กับเต้าหูลงหม้อได้เลย 55555 กลายเป็นอาจารย์ใจร้อนซะเอง เล่นเปลี่ยนสูตรเปลี่ยนวิธีทำกลางอากาศแบบนี้ เดี๋ยวพะโล้ก็ไม่อร่อยหรอก แอบคิดในใจนะคะ เป็นผู้รู้น้อยต้องเจียมตัวค่ะ ผู้รู้มากสอนมาอย่างไรก็ทำตามไปแล้วกัน


เลยเทพะโล้ลงไปผสมๆ จนละลายแล้วเทของตำลงไป บรรจงวางหมู เติมน้ำท่วมหมูแล้วปิดฝาหม้อ มานั่งคุยกับพี่ลีต่อ 1 ชั่วโมงต่อมา หมูยังสีชมพูอยู่เลย 55555555 เห็นหรือยังคะว่า...หม้อตุ๋นเนี่ย...มันใจเย็นขนาดไหน ประมาณค่อย ๆ แผ่ความอบอุ่นโอบอ้อมเนื้อหมูอย่างอ่อนโยนสุด ๆ -*- เลยมาปรึกษาพี่ลีว่า อันปุ่ม auto หรือ high อันไหนไฟน่าจะแรงกว่ากัน พี่ลีก็ไม่แน่ใจเท่าไร เพราะไม่รู้จักหม้อตุ๋นโบราณขนาดนั้น 55555 แต่ก็ให้ความเห็นว่าน่าจะเป็น high นะ ไอ้เราตั้ง auto เพราะคิดว่าน่าจะแรงสุด ลองปรับเป็น high ดู


อีก 1 ชั่วโมงต่อมา หมูเริ่มเป็นสีเทา 5555555 ทีนี้ก็ใส่เต้าหู กับไข่ลงไปค่ะ แทบจะล้นหม้อเลย 5555555 ต้องเติมน้ำอีกหน่อยไม่งั้นเต้าหู้กับไข่ไม่จมน้ำ พอเติมน้ำลงไปก็ปิดฝา มานั่งคุยต่อ พักใหญ่ ๆ เดินไปดู มันน่าจะสุกดีแล้วนะ แต่ทำไมหน้าตามันแปลก ๆ ? 555555 เหมือนหมูต้มมากกว่าพะโล้อ่ะ ตัดสินใจชิม...โอ้ยโหยยย มันน้ำสระผมหมูชัด ๆ นอกจากกลิ่นแล้ว ทั้งรูปทั้งรสไม่มีอะไรบ่งบอกความเป็นพะโล้เลยสักนิด แง๊....พี่ลีช่วยด้วยยยยย


พี่ลีบอกว่าพอเติมน้ำลงไป ทุกอย่างก็ต้องจืดซิ ...แล้วทำไมไม่บอกแต่ต้น -*- .... เลยลุกไปเติมซีอิ้วดำ แรก ๆ ก็ค่อย ๆ เทแล้วคน คนแล้วเท ดูสีไปเรื่อย ๆ ต่อมาเท ๆ ๆ ลงไปเลย 555555 เพราะสีมันสวยช้าเหลือเกิน กว่าสีจะถูกใจ พะโล้ก็หวานเจี๊ยบ กรำ...5555555 เลยระดมพลน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำปลา เกลือลงไปช่วยอย่างเร่งด่วน กว่าจะได้รสที่ใช่ก็เล่นเอาเหงื่อตก กลับมาบ่นกับพี่ลี 555555 เป็นคนขี้บ่นมากค่ะ


พี่ลีบอกว่าถ้าได้เคี่ยวน้ำตาลจนไหม้เป็นคาราเมล สีจะสวยเร็วกว่านี้...ก็แล้วคุณพี่เปลี่ยนโปรแกรมของฉันทำไมอ่ะ เง้อ......ความที่เปิดหม้อบ่อย ปกติหม้อเนี่ยะใช้เวลามากอยู่แล้ว เปิดทีมวลความร้อนก็วิ่งออกมาที ...เริ่มทำตั้งแต่ 8 โมง กว่าจะได้กินข้าวเที่ยง...นู่นค่ะ...บ่ายสอง แต่ก็อร่อยมากค่ะ แถมสีก็สวยน่ากินอีกต่างหาก ^____^ น้ำหนักขึ้นเยอะเลยค่ะ ทั้งมัสมั่น ทั้งพะโล้ใน 1 อาทิตย์ หุ่นเริ่มตั้งครรภ์ 555555555 เมนูหน้า ทำแกงส้มดีกว่า



วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มัสมั่น แกงแก้วตา

หอมยี่หร่ารสร้อนแรง..ผู้ใดได้ลองแกง...แอร๊ยยยยแร้งส์ได้อีก 555555

ที่จริงไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเรียนทำอาหารกับคุณนายลีทางเน็ต แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันตกลงลองทำแกงมัสมั่นตามที่พี่ลีสอนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ค่อยเก๊ตเท่าไร 555555 จะออกมาเป็นมัสมั่นแสนอร่อยจนลือชาไปทั่วสิบทิศ หรือว่าจะจบลงที่กล้ำกลืนทั้งน้ำตาก็ลองตามมาดูนะคะ บทความนี้เขียนสด ๆ พร้อมกับทำอาหาร และถ่ายรูป 555555 LIVE ค่ะ L I V E

เรื่องของเรื่องคือ ระหว่างรอเจ้ากะทิมันร้อนเนี่ยะ นานมาก น่าเบื่อค่ะ เลยมาเขียนไปพลาง ๆ (ทำแบบนี้ มัสมั่นสำเร็จได้ด้วยดีเนี่ยะ คงต้องยอมรับสักทีว่านพพร...เธอจะอัจฉริยะไปหนายยย...55555 แล้วทำไมกะทิที่ต้มถึงร้อนช้านัก? ต้มด้วยไม้ขีดไฟหรือไง? ม่ายช่ายค่ะม่ายช่าย...เนื่องจากความที่มีอุปกรณ์ทำอาหารเบ็ดเสร็จแล้ว 2 ชิ้น หม้อหุงข้าว กับหม้อตุ๋นค่ะ แล้วหม้อตุ๋นนี่ซื้อมาตั้ง 15 ปีได้แล้วมั้ง มันเป็นของผลิตในยุคน้ำมันกุ๊ก...จะทำอาหารให้อร่อยต้องใจเย็น ๆ ...555555 เลยคิดว่าเอ้า!! บางทีเจ้านี่อาจจะเป็นแกงแรก และแกงเดียวก็ได้ที่ฉันทำคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ อย่ากระนั้นเลย มารายงานสดไว้เป็นเกียรติประวัติดีกว่า หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดนะ

ฉันเปิดกะทิกล่องเทใส่หม้อ เติมน้ำนิดนึงแล้วก็เปิดไฟหม้อรอให้ร้อนค่ะ พี่ลีบอกว่าต้องรอให้ร้อนก่อน ค่อยละลายเครื่องแกง ยืนกินอาหารเช้าจนหมดแล้ว มันก็ยังไม่ร้อนเลย (ลองเอานิ้วจุ้มทดสอบแล้ว 5555) เลยมานั่งพิมพ์รายงานไปก่อน

เครื่องปรุง : กะทิชาวเกาะ 1 กล่อง เครื่องแกงมัสมั่น (ตอนแรกดันไปซื้อเครื่องพะแนง -.- ผิดกันตั้งแต่สเต็ปแรกเลยนะ ดีที่พี่ลีถาม ไม่งั้นก็คงเอาเครื่องแกงพะแนงมาทำมัสมั่นให้ขายหน้าไปแล้ว) มะขามเปียก (พี่ลีแนะนำให้ซื้อสำเร็จรูป ไปที่ท็อปซีคอน หาไม่เจอต้องให้พนักงานเขาช่วยหาให้ นานมากกว่าจะได้มา แปลว่าพนักงานก็ไม่ค่อยรู้ว่าวางขายตรงไหน 55555) น้ำปลา หรือเกลือก็ได้ค่ะ น้ำตาลปึก (ไม่รู้ใส่ทั้งก้อนจะหวานไปไหม? เพราะมันหั่นม่ายออก เอาสากทุบยังไม่สะดุ้งเลย 55555 เลยว่าจะใส่มันทั้งก้อนแหละ) ไก่ (พี่ลีบอกให้ใช้ตะโพกไก่ แต่นั่นเป็นส่วนของไก่ที่ฉันเกลียดที่สุดรองจากตูดไก่ ฉันเลยซื้อเนื้อสันในมาแทน พี่ลีขู่ว่ามันจะเละนา ไม่เป็นไร ฉันชอบกินอะไรที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก ๆ อยู่แล้ว) หอมหัวใหญ่ ถั่วลิสงคั่ว (อันนี้ไปขอซื้อจากร้านขายก๋วยเตี๋ยว เพราะฉันไม่มีกระทะจะมาคั่ว)

พิมพ์มาถึงตอนนี้แล้ว กะทิยังไม่ร้อนเลย 555555 นานจัง งั้นคิดถูกแล้วที่ลุกมาทำตั้งแต่ 7 โมงเช้า (แต่จะกินตอนเที่ยง - - หวังว่าคงได้กินนะ 55555 เผลอ ๆ ทำท่าจะกินได้ตอนเย็นม้างเนี่ย...นี่พูดถึงกรณีว่ากินได้นะ 55555) ก็พี่ลีเล่นสอนว่าใส่นั่นใส่นี่ แต่ไม่เคยบอก อัตราส่วน อ่ะ แล้วฉันก็เข้าครัวบ่อยเหลือเกิน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เพิ่งใช้หม้อตุ๋นครั้งแรกเดี๋ยวนี้เอง น่าเป็นห่วงมัสมั่นไหมคะ? กะทิมันจะร้อนช้าไปไหนเนี่ย? 555555

กะทิร้อนแล้ว เริ่มต้นอย่างระทึก 555555 เครื่องแกงซื้อมา เทใส่หมดเลยละกัน ตอนที่ซื้อก็บอกแม่ค้าว่าเอาไปแกง 1 หม้อเล็ก ๆ แม่ค้าเขาก็กะมาให้ เมื่อเราไม่รู้ก็ต้องให้เครดิตไว้ก่อนค่ะ ทำทุกอย่างด้วยมือซ้าย ถ่ายรูปด้วยมือขวา 55555 งานนี้กล้องพังจะไม่แปลกใจตัวเองเลย คน ๆ ให้ละลายแล้วปิดฝา มานั่งเขียนต่อ รอกะทิเดือด เมื่อกี้ชิมดูหน่อย กลิ่นน่ะใช่ แต่รส...เอิ่ม....ยังห่างไกล - -'

หอมยี่หร่า...55555...ปิดประตูห้องดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวคืนนี้ได้นอนฝันถึงเฮมา, มุมตัสแหง 555555555

ขั้นตอนรอให้ร้อนยังรอน้านนาน แล้วขั้นตอนรอให้เดือดล่ะ??? ไปนอนสักตื่นดีไหม? เมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่มเลย มียุงมาฝากรักทั้งคืน เกิดมาทั้งทีเป็นที่หมายปองของยุงเหลือเกิ๊น ไปไหน ๆ จะต้องโดนรุมฝากรักตัวละจุ๊บสองจุ๊บเป็นประจำ

55555 ใครที่คิดว่านี่เป็นรายการสอนทำอาหารแล้วมานั่งทำตาม ป่านนี้คงได้งุงิ เมื่อไรจะสอนต่อฟระ 5555555 มันเป็นรายงานเกาะติดสถานการณ์ ค่ะ ไม่ใช่รายการสอนทำกับข้าว...

1 ชั่วโมงต่อมา กะทิเดือด เอาน้ำตาลปิ๊บหย่อนไป 1 ก้อน คน ๆ ๆ แล้วก็คน (แอบบี้ด้วยล่ะ เพราะมันละลายช้า) ชิมดูว่าหวานไปหรือเปล่า รสแปลก ๆ ทะแม่ง ๆ แฮะ ตอนนี้แอบเสีย self 555555 ก็น่ะ เพิ่งใส่แค่อย่างเดียวเอง ใจเย็น ๆ ดิ 555555 พอน้ำตาลละลายหมด ก็ใส่เกลือ ....อ๊ากกกก....เยอะไปนิดนึง เค็มมมมม......panic!! จะแก้ได้ไหมเนี่ยะ พี่ลีก็ยังไม่ออนเลย 555555 เอ้าใจเย็น ๆ สูดลมหายใจเข้า ผ่อนลมหายใจออก ทำจิตให้นิ่ง สมาธิมา ปัญญาเกิด... พี่ลีเคยบอกว่าให้เติมน้ำตาลแก้ เอ้าหย่อนน้ำตาลปึกไปอีกก้อนละกัน งานนี้ท่าโรคเบาหวาน โรคไตจะรุมถามหาแหง ๆ แล้วตามด้วยมะขามเปียก ทีนี้ใส่อย่างมีสติขึ้น 555555 ชิมดูซิ...อา...อูมามิ ....555555ดีใจ ๆ ๆ เทถั่ว ความที่มือซ้ายเท มือขวาถือกล้อง เลยเบรกยากหน่อย ถั่วหกลงไป แต่ไม่ได้ตักออกค่ะ พี่ลีบอกว่าใส่ถั่วเพื่อความข้นของแกง เลยปลอบใจตัวเองว่าชอบมัสมั่นเข้มข้น 5555555 คน ๆ ๆ แล้วก็คน ไหนชิมจิ๊....อืม มัสมั่นเวอร์ชั่นมิสเตอร์บีน..แต่ก็อร่อยน้า ลัลล๊า~~~ เติมหอมใหญ่-ไก่ ปิดรายการ



จากนี้ก็รอไปอีกไม่รู้กี่ชั่วโมง 55555 แต่หวังว่าคงได้กินเป็นมื้อเที่ยงล่ะค่ะ เชิญชมภาพรีวิวได้ที่นี่ค่ะ


http://www.facebook.com/album.php?aid=240162&id=587560548&saved#!/photo.php?pid=6505253&id=587560548

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ฝน

ทำให้เราเศร้า...จริงหรือ?


ขอขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เข้ามาอ่านบล็อกแล้วชื่นชอบ พร้อมกับขอให้ฉันเขียนอะไร ๆ ให้อ่านอีกเยอะ ๆ ความจริงก็มีหลายเรื่องราวที่จำได้ แล้วอยากเล่าสู่กันฟังอยู่ แต่ทุกอย่างรอเวลาของมันค่ะ ถ้าเวลาไม่ใช่--เขียนออกมาก็จะฝืดเฝื่อน เสียฟีลกันเปล่า ๆ


เวลาที่ฝนตก หลาย ๆ คนอาจจะตกอยู่ในอารมณ์ซึมเศร้า ร้องเพลงคนอกหัก แต่ไม่ใช่ฉัน ฉันมีความทรงจำชวนหรรษาเกี่ยวกับฝนมากมาย เพราะว่าฉันชอบเล่นน้ำฝนเป็นที่สุด ชอบมากขนาดว่า...ครั้งหนึ่ง...5555 จะเล่าดีไหมเนี่ยะ? เพราะมันออกจะน่าอายไม่น้อย ค่าที่ทำตัวเด็กกว่าอายุเป็นประจำ


ตอนเด็ก ๆ บ้านอยู่เกษมสุวรรณ ฝนตกทีไร ก็มักจะออกไปเล่นน้ำฝนกันกับน้อง ๆ เป็นที่สนุกสนาน พอย้ายมาอยู่ตึกแถวที่อโศก กิจกรรมนี้ก็ยกเลิกไปโดยปริยาย เนื่องจากว่าจะลงไปเล่นกลางถนนก็ใช่ที่


แต่แล้ววันหนึ่ง ฝนตกหนักมาก ไฟดับ เลยไม่มีทีวีดู ด้วยความที่อยู่บ้านคนเดียวตอนนั้น ก็ไม่รู้จะทำอะไรดี มองสายฝนแล้วพลุ่นพล่าน 5555 เลยตัดสินใจขึ้นไปเล่นน้ำชั้น 4 ซึ่งเป็นดาดฟ้าคนเดียว อู๋กลับมาถึง ขึ้นมาเห็นพี่สาวกระโดดไปมากลางสายฝนแล้วส่ายหน้า...พี่ตูเป็นไรไปแล้ว...นึกว่าตัวเองอายุ 4 ขวบเหรอไง? 555555


สมัยก่อน ฝนตกทีไร น้ำท่วมโรงเรียนทุกที โดยเฉพาะเดือนตุลาคมที่ฉันชอบมากเวลาน้ำท่วม 55555 ถ้าท่วมใกล้วันเปิดเทอมทีไร โรงเรียนได้ปิดต่อทุกที (นี่นะ..ที่ชอบ?) 55555555


บางทีอยู่ในโรงเรียน ฝนตกหนัก ๆ น้ำก็ท่วมค่ะ คนงานก็จะเอาไม้กระดานมาวางบนก้อนอิฐให้เดินกัน ฉันว่าหลาย ๆ คนคงจำได้ อีทีนี้...คนอื่น ๆ เขาไม่ค่อยมีปัญหา ผิดกับนพพรลิบลับ 55555 หลาย ๆ คนก็คงเคยใส่รองเท้าฟองน้ำเดินลุยน้ำเหมือนกันใช่ไหมคะ เพราะสะพานไม้กระดานมันไม่พอตอบสนองกับจำนวนนักเรียน คนที่ใจร้อนก็เลยลงมาลุยน้ำ ส่วนฉันนั้นลุยน้ำตลอด ไม่ใช่เพราะใจร้อน หรือว่านิสัยดี เสียสละพื้นที่ให้เพื่อนๆ หรอกค่ะ ไม่นางเอกขนาดนั้น แต่เพราะว่า...ฉันเดินตรง ๆ บนไม้กระดานแผ่นเดียวไม่เป็น...55555555 จำกันได้ไหมคะ เด็ก ๆ อนุบาลจะมีของเล่น หน้าตึก 5 คือกองทราย, กระดานลื่น และ..เรียกอะไรหว่า...5555555 ขอนไม้ที่ไว้ให้หัดเดินน่ะค่ะ...ทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่สามารถเดินตั้งแต่ต้นจนจบได้รอดตลอดฝั่งเลย

นึกไปถึงเรื่องหนึ่งแล้วขำตัวเอง ขำครูภิญโญด้วย...555555 มีอยู่ปีหนึ่ง อยู่ป.7 ก.ค่ะ จำได้ เพราะเป็นครั้งเดียวในชีวิตนักเรียนวัฒนาที่ได้เป็นหัวหน้าชั้น เหอ ๆ เปล่าค่ะ...ฉันไม่ได้มีลักษณะของผู้นำถึงขนาดเป็นที่ศรัทธาไว้วางใจของเพื่อน ๆ หรอกค่ะ แต่ที่ได้เป็นหัวหน้าชั้นห้าวันนั้น...เป็นนโยบายของครูศรีสุข ครูประจำชั้นค่ะ ใครที่เคยมีครูศรีสุขเป็นครูประจำชั้นคงจะจำได้นะคะว่าครูศรีสุขท่านมีนโยบายแหวกแนวไม่เหมือนใคร คือให้ทุกคนได้เวียนกันขึ้นมาเป็นหัวหน้าชั้นและรองคนละ 1 อาทิตย์ โดยแต่ละอาทิตย์จะมีการโหวต ไม่รู้เพื่อน ๆ หน้ามืดหรือไง จึงโหวตฉันเป็นหัวหน้าชั้น อะไรไม่แย่เท่า...เป็นช่วงวันไหว้ครู...5555555


จำได้แม่นที่สุด ตอนที่เดินไปเข้าประชุมกับครูภิญโญร่วมกับหัวหน้าและรองหัวหน้าชั้นรุ่นอื่น ๆ 55555555 สีหน้าครูภิญโญ 5555555 เหวอ ๆ เลยค่ะ ขณะที่พิมพ์ก็ยังนึกสีหน้านั้นออกเลย 5555555 ก่อนจะถามดุ ๆ ว่านพพรเข้ามาทำไมห้องนี้ตอนนี้? ฉันกำลังจะประชุมเพื่อจัดซ้อมพิธีไหว้ครู และก็คนที่เข้าประชุมคือหัวหน้า-รองหัวหน้าชั้นเท่านั้น...คือครูภิญโญไม่คิดน่ะค่ะว่ายัยเด็กคนนี้จะเป็นหัวหน้าชั้น 555555 ฉันเองก็เหงื่อตกนะคะ เมื่อนึกถึงหน้าที่ของหัวหน้าชั้น ก็พานไหว้ครูน่ะ มันเบา ๆ ซะที่ไหน? แล้วยังต้องถือเดินในโบสถ์เป็นจุดเด่น เป้าสายตาสาธารณชนอีก โอ๊ยยยย 5555555 มึนมากค่ะขอบอก


สุดท้ายปัญหาก็คลี่คลาย ครูภิญโญสั่งรองหัวหน้าให้หาตัวแทนคนอื่นมาถือพานแทน ถึงครูไม่สั่ง หนูก็ว่าจะบอกเพื่อน ๆ แบบนั้นเหมือนกันแหละค่ะ แต่ยามนั้น..กระทันหัน...คิดอะไรไม่ออก 55555 แบบว่ากำลังช็อคกับภารกิจที่ได้รับในฐานะหัวหน้าชั้น นึกว่ามีแค่พูด เตรียมตัว...กราบ...เท่านั้น จำได้ว่าตอนนั้นอายพวกหัวหน้า รองหัวหน้าชั้นอื่น ๆ มากเลย 555555 ยิ่งไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตาเท่าไร ก็ดูเหมือนจะมีเหตุให้ตกเป็นเป้าได้เรื่อย ๆ ซิน่า เฮ้อ!!!

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พี่หัวโต๊ะ

ตำนานโรงเรียนวัฒนา


เพราะวันก่อนได้พบพี่หัวโต๊ะคนแรกโดยบังเอิญ ทำให้คิดถึงว่า พี่หัวโต๊ะ น่าจะเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของโรงเรียนวัฒนา ไม่รู้ว่าโรงเรียนอื่น ๆ เขาจะมี พี่หัวโต๊ะ กันเหมือนพวกเราชาววัฒนาหรือเปล่า? ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าปัจจุบัน เด็ก ๆ รุ่นลูกรุ่นหลานเขายังมีพี่หัวโต๊ะน้องลูกโต๊ะกันอยู่หรือเปล่า เพราะเท่าที่ได้เคยเข้าไปเที่ยวโรงเรียน สังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ สมัยนี้ได้รับการผ่อนปรนด้านวินัยลงไปมากมาย ไม่ต้องเข้าแถวเดินเข้าห้องอาหารอีกแล้ว แถมไม่ได้กินข้าวพร้อม ๆ กันอีกด้วย เพราะบางคนเดินเข้าห้องอาหารพร้อมกับบางคนที่เดินออก แถมเดินไปคุยไปได้เหมือนเราเดินเข้าศูนย์อาหารทั่วไป


เรื่องแปลกแต่จริง!!! เรามักจะจำพี่หัวโต๊ะของเราได้ แต่พี่หัวโต๊ะมักจะจำน้องลูกโต๊ะผู้น่ารักไม่ได้ ทำไมเป็นอย่างนี้น้อ? (อย่าบอกนะว่าเพราะพี่หัวโต๊ะน่ารักกว่าน้อง ๆ 5555) ถามมาหลายรุ่นแล้วค่ะ ล่าสุดก็พี่อ้อน พี่หัวโต๊ะคนแรกของข้าพเจ้า ทั้ง ๆ ที่นั่งมองหน้ากันทุกวัน ๆ ละ 3 มื้ออาหาร 55555 ไฉนพี่อ้อนลืมน้องลูกโต๊ะได้ลงคอ?


ป.6 (ครั้งแรก 55555 เป็นคนมี 2 ป.6) เป็นช่วงพีคสุดในชีวิตวัฒนาของฉัน ฉันมักจะจำเหตุการณ์หลายอย่างได้เป็นอย่างดี อาจจะเป็นเพราะเป็นปีแรกที่เราได้อยู่กับเพื่อนทั้งวันทั้งคืน เป็นปีแรกที่เราต้องออกมานอนนอกบ้านกับคนแปลกหน้า และแปลกภพ แล้วก็เป็นปีแรกที่เราต้องนั่งกินข้าวกับรุ่นพี่ผู้แปลกหน้าไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น คนอื่นจะเป็นยังไงไม่รู้นะ แต่ฉันกลัวรุ่นพี่มากกว่าครูหลายคนซะอีก 55555555 จะพูดว่ากลัวก็มากไป เอาเป็นว่าฉันเกรง ๆ พวกรุ่นพี่มากกว่าครูละกัน


ในโต๊ะป.6 ปีแรก นั่งกัน 8 คน ฉันจำได้ 5 คน คนแรกที่ต้องจำได้อยู่แล้วชัวร์ ๆ คือเจี๊ยบ..เพื่อนฉันเอง นั่งร้องไห้ข้าง ๆ พี่อ้อนแทบทุกวัน พี่อ้อนต้องคอยปลอบ คอยดูแล คอยตักกับข้าวให้ ไม่งั้นเจี๊ยบคงกินแต่ข้าวคลุกน้ำตา ทำเอาตัวฉันไม่ค่อยร้องในโต๊ะอาหาร เพราะไม่อยากเป็นภาระเพิ่ม


คนที่สองก็คือพี่หัวโต๊ะ พี่อ้อนเป็นรุ่นพี่มศ. 5 ที่ฮอตฮิตในหมู่น้อง ๆ อย่างมาก ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองมีวาสนาได้นั่งร่วมโต๊ะกับพี่คนดัง พี่อ้อนใจดีมาก น่ารักมาก ๆ คอยเติมข้าวให้ฉันทุกมื้อ โดยที่ฉันไม่เคยยื่นจานขอเติมสักครั้ง เป็นพี่หัวโต๊ะที่ใส่ใจน้องดีมากค่ะ ทำให้ฉันอิ่มทุกมื้อเลย


คนที่สามคือพี่รองหัวโต๊ะ พี่พวงรัตน์ มศ.4 พี่พวงรัตน์จะเงียบ ๆ อาจจะเพราะเพิ่งเข้ามาเหมือนกันมั้งคะ เลยยังใหม่พอ ๆ กับน้องป.6 ไม่เคยช่วยพี่อ้อนปลอบน้อง 55555 ได้แต่นั่งเงียบขรึมข้าง ๆ ฉัน คนที่สี่คือพี่ก้อยปนัดดา จำได้ไม่ชัดว่าอยู่มศ.3 หรือ 2 กันแน่ พี่ก้อยปนัดดานั่งท้ายโต๊ะฝั่งเดียวกับพี่อ้อน ที่รู้จักและจำพี่ก้อยได้ดี เพราะพี่ก้อยคนสวยป๊อปมากค่ะ ป๊อปไม่แพ้พี่อ้อนเลย คนสุดท้ายที่จำได้คือตัวฉันเอง 55555 สรุปว่าจำได้ 5 ใน 8 คนสอบผ่านอย่างฉิวเฉียด


ฉันไม่แปลกใจเท่าไรที่เจอกันวันก่อน พี่อ้อนบอกว่าจำฉันไม่ได้ เพราะพี่อ้อนไม่ได้เลือกฉันเป็นลูกโต๊ะ คนที่พี่อ้อนเลือกคือเจี๊ยบค่ะ แล้วเจี๊ยบดึงมือฉันเข้าไปนั่งด้วยตอนเดินผ่าน....คงจำได้นะคะว่าวันแรกนี่ พี่ ๆ จะเลือกน้องป.6 คนละ 1 คน แต่จำนวนนักเรียนป.6 มีมากกว่า มศ.5 ดังนั้นพวกที่ไม่มีคนเลือกอย่างฉันจึงต้องมาเดินสายในห้องอาหารให้กรรมการคัดเลือกอีกรอบ ฉันกำลังจะเดินไปถัดไปที่จิ๊บกวักมืออยู่ไหว ๆ แต่เจี๊ยบยื่นมายึดฉันไว้ซะก่อน พี่อ้อนจึงมีเด็ก ป.6 สองคนในโต๊ะด้วยประการฉะนี้


แต่ถึงจะนั่งโต๊ะเดียวกัน เห็นหน้าน่ารัก ๆ ของพี่อ้อนทุกวันที่เปิดเรียน วันละ 3 มื้ออาหาร แล้วได้รับการเทคแคร์อย่างดีจากพี่หัวโต๊ะ แต่ฉันไม่เคยได้อ้าปากให้ดอกพิกุลร่วงแต่อย่างใด (อ้าปากต่อเมื่อนำเข้าอาหาร 555555 ไม่เคยนำออกดอกพิกุล) พี่อ้อนจะพูดด้วยยังไงก็ได้แต่พยักหน้า yes สั่นหัว no เท่านั้น


พี่ตุ้มเก่งเนอะ ที่ทำให้ฉันพูดคุยกับพี่ตุ้มได้เนี่ยะ (ทำได้ยังไงคะพี่ตุ้ม? จำไม่ได้จริง ๆ 55555)


ตัวฉันเองออกตอน มศ.3 จึงพลาดโอกาสได้เป็นหัวโต๊ะกับเขา เลยตอบไม่ได้ว่าถ้าได้เป็นพี่หัวโต๊ะ จะจำน้อง ๆ ได้หรือไม่? ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมเราจึงจำพี่หัวโต๊ะคนแรกของเราได้ดี แต่ดันจำลูกโต๊ะไม่ได้? แล้วพี่หัวโต๊ะคนต่อ ๆ มาก็มักจะจำได้มั่งไม่ได้มั่ง ดูอย่างพี่จ๋อปะไร เพิ่งจะนึกได้ว่าพี่ตุ้มเป็นพี่หัวโต๊ะตอนป.7 ก็หลายวันต่อมา แต่พี่ตุ้ม...แน่นอน...จำน้องจ๋อไม่ได้


ตลอด 1 ปีแรก ฉันเองก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่ร้องไห้ในโต๊ะอาหารน้อยมาก ๆ ๆ เนื่องจากเห็นเพื่อนร้องไห้ทุกวันแล้วสงสารพี่อ้อน ไม่อยากเป็นภาระให้ ไปร้องไห้นอกโต๊ะอาหารดีกว่า พี่รองหัวโต๊ะที่นั่งข้าง ๆ ก็ออกแนวเย็นชาไม่น่าอ้อนเท่าไร 5555555


จริง ๆ แล้วช่วงเวลาโศกศัลย์ของฉันจะอยู่ช่วงย่ำค่ำค่ะ ช่วงที่ตะวันรอนอ่อนแสง เหล่าวิญญาณแต่งหน้าทาปากเพื่อออกมาเดินเล่น ช่วงที่ถ้าอยู่บ้านก็ได้เอกเขนกกินขนมดูทีวี ช่วงที่อยู่ในกลุ่มเพื่อน ๆ ร้องไห้ให้เพื่อนช่วยปลอบ (แนวเด็กขาดความอบอุ่น 55555) นี่แหละคือช่วงที่ฉันน้ำตารินไหล ฉันเคยร้องไห้ในโต๊ะอาหารครั้งเดียวมั้งคะ ตอนนั้นเจ็บใจครูประพิธ 5555555 รู้ทันเล่ห์ของฉันไม่ยอมให้กลับบ้าน เป็นมื้อแรกมั้งคะที่ฉันไม่ยอมกินข้าว ยัยเจี๊ยบก็ยิ่งร้องเข้าไปใหญ่ มีพรรคพวกแล้วนี่ สงสารพี่อ้อนมาก 555555 รับภาระหนักเลยมื้อนั้น พี่รองหัวโต๊ะช่วยไม่ได้มาก พอมื้อเช้ามา พี่อ้อนก็ยังถามไถ่อย่างอ่อนโยน จำได้ว่าเขินพี่อ้อนและสายตาทุกคู่ในโต๊ะอาหารที่โฟกัสมาที่เราคนเดียวมาก ๆ เลยไม่ร้องไห้ในโต๊ะอาหารอีกเลย


เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆที่ได้อ่านบทความนี้ ลองแชร์กันซิคะว่าใครจำลูกโต๊ะ จำพี่หัวโต๊ะของตัวได้บ้าง? มีความประทับใจยังไงบ้าง มาเล่าสู่กันฟังนะคะ เริ่มด้วยพี่อ้อนก่อนเป็นไงคะ? 5555555





วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Happy Be Me

สุขจริงหนอที่เกิดมาเป็นฉัน

เลยวันเกิดไปสองวัน แต่ด้วยเป็นวันจันทร์ก็ได้นัดกับพี่หนิง ว่าจะไปฉลองวันเกิดกันที่ห้องซ้อมเพลงพร้อมกับบรรดานักร้องที่เกิดเดือนนี้ มีด้วยกันหลายคนเลย แต่ระหว่างนั่งรอป๊ากมารับ พี่ตุ้มก็ skype มา birthday แล้วก็อวยพร ไอ้ฉันก็รู้ทั้งรู้หรอกว่าพี่ตุ้มช่วงนี้งานยุ่งมาก แต่ก็น่ะ..~~ก็ใจมันต้องการจะเจอ~~(เอาเพลงใหม่กว่านี้ได้ไหมอ่อง? เพลงนี้ 20 ปีได้แล้วมั้ง 55555) พอพี่ตุ้มเขาอวยพรมาอย่างดี ฉันก็อ้อนไปว่า.. my wish is to see you soon .... may you grant me this wish? พี่ตุ้มเงียบไปพักใหญ่ (ใหญ่มาก ๆ) จนฉันเห็นลูกแห้วปอกเปลือกพร้อมรับประทานลอยมา



แต่แล้ว...โป๊ะเชะ...มือแสนดีของพี่ตุ้มก็มาปัดเจ้าแห้วกระเด็นไป...ฟิ้ว~~~~ (เสียงแห้วกระเด็นฝ่าอากาศที่ความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง) พี่ตุ้มบอกว่าวันนี้มากินข้าวกลางวันกัน โอ๊ ๆ ๆ ขีดความสุขพุ่งขึ้นอย่างพรวดพราด ขนาดยังไม่ได้เจอนะนี่ พี่ตุ้มยังใจดีบอกให้เรียกป๊ากมาด้วย แต่ป๊ากเกรงใจเพราะวันนี้พกลูกสาวมากทม. เลยไปส่งฉันที่ออฟฟิศ พี่ตุ้มก็ยังโทรไปตามป๊ากให้พาลูกมากินด้วยกันที่ร้านกลางซอย ข้างรพ.สมิติเวช เป็นพี่ที่น่ารักและใจดีเสมอซิน่า


เดินเข้าร้านอาหาร โอ๊ะ....ที่ไม่ใช่พี่โอ๊ะ 555555 แต่เป็นโอ๊ะ surprise เจอพี่อ้อน!!!! (ที่พวกเราเรียกกันชินปากว่าพี่อ้น มารู้ตอนแก่ ๆ กันแล้วว่าชื่อพี่อ้อน) ไป ๆ มา ๆ มาเลยนั่งกินข้าวด้วยกัน พี่อ้อนพาคุณแม่ทอสีมาโรงพยาบาลค่ะ (นี่ก็ศิษย์วัฒนาฯ แถมเคยเป็นอดีตนายกด้วย) คุย ๆ กันอยู่ พี่หนูภาขาเม้าท์เดินเข้ามา พร้อมกับเพื่อน ซึ่งน่าจะเป็นชาววัฒนาเหมือนกัน ร้านนี้เจ้าของคือแหม่มโคลหรือไงคะเนี่ยะ 555555


เจอพี่อ้อนทั้งที จู่ ๆ เจ้าหูฟังก็เกิดช็อต ดับไป 1 เครื่อง สงสัยกระแสไฟพี่อ้อนแรงสูง 55555 ฉันงี้เซ็งไปเลย เหลือหูพิการ 1 ข้าง ปกติใช้ 2 ข้างก็ฟังจะได้ศัพท์จับมากระเดียดไม่ได้อยู่แล้ว เลยนั่งบื้อ ๆ แต่ปลื้มเพราะได้เจอพี่ตุ้มอีก หลังจากครั้งนั้นก็ 5 เดือนพอดี 3 คนคุยกันใหญ่ มีเอ๋ยนั่งฟัง กับอ่องนั่งฟัง (มั้ง 555555) ก็อยากฟังแต่มันได้ยินไม่เต็มร้อย...ทำไงได้ล่ะค้า ฟังไปฟังมา พี่ตุ้มถามพี่อ้อนว่า..เธอจำได้ไหม น้องอ่องตอนเด็ก ๆ น่ะชอบม้วนไปม้วนมา....พี่อ้อนทำหน้าทบทวนความหลัง 555555 อยากบอกพี่อ้อนว่าถ้ามันลำบากมาก ก็ไม่ต้องรื้อฟื้นความจำก็ได้ค่ะ พี่ตุ้มอ่ะ จริงเล้ย...เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ ก่อนที่ฉันจะม้วนอีก 5555555 อายุ 50 แล้วม้วนเนี่ยะ มันคงกรอบหักแน่ ๆ เลย 555555


สรุปว่าฉันมีความสุขจริง ๆ ค่ะที่ได้เจอพี่ตุ้มอีก แม้ว่าพี่ตุ้มจะงานยุ่ง แต่ก็สละเวลาให้หลายชั่วโมงอยู่ แม้ว่าจะฟังสิ่งที่พี่ตุ้มคุยกับป๊าก กับพี่อ้อนได้ไม่ครบ แต่ฉันก็มีความสุขจริง ๆ พี่ตุ้มเคยสอนว่า..อย่าเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับมนุษย์ (ในที่นี้ก็คือพี่ตุ้ม) แต่ฉันก็อยากบอกว่าความสุขของฉันมันมีได้ง่าย ๆ เพียงได้เห็นคนที่เรารัก ได้ใกล้ชิดคนที่เราคิดถึง ไม่ต้องทั้งวันทั้งคืนและทุกวัน แต่ได้พบกันบ้างในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ ถ้าฉันได้เห็นได้รู้ว่าคนที่ฉันรักมีความสบายกายสบายใจ แค่นั้นเอง...ความสุขก็เป็นของฉันแล้ว


กลับจากพี่ตุ้ม ก็ไปห้องซ้อมเพลง ไปกระซิบกิ๊กจ๋อเรื่องพี่ตุ้มทันทีเพื่อให้พี่จ๋อหมั่นไส้ 5555555 ที่จริงป๊ากหมั่นไส้ก่อนอีก เพราะฉันบอกป๊ากตั้งแต่อยู่บนรถแล้วว่า ฉันมีความสุขมากที่ได้เจอพี่ตุ้ม แต่ถึงหมั่นไส้ ป๊ากก็ชื่นชมความสามารถของพี่ตุ้มมาก ถึงขนาดว่าอยากให้ลูกสาวมาฝึกงานกับคนเก่งอย่างพี่ตุ้ม ป๊ากบอกว่าพี่ตุ้มมีทัศนะของคนทำงานที่ดีน่าเรียนรู้ และเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง ว่ายังไงค้าพี่ตุ้ม ต้องการเลขา 3 ภาษาไหมค้า


ที่ห้องซ้อมเพลง (5555 ตะกี้เข้าแล้วเลยออกไปหาพี่ตุ้ม ตอนนี้กลับเข้ามาใหม่) คนมาซ้อมเยอะมากค่ะ เดือนนี้มีคนเกิดเยอะ (ในรอบหลายสิบปีนะคะ 555555) พี่หนิงกับพี่ติ๋งเลยทำเค้กมาคนละก้อน มาฉลองกันสุขสันต์กันทั่วถ้วน คืนนั้นกลับบ้านอย่างมีความสุข แม้กลางคืนก็ยังอุตส่าห์ฝันถึงพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ วัฒนาอีก ในฝันมีพี่ตุ้ม พ่วงด้วยพี่อ้อน 555555 โอ้จอร์จ วอชิงตัน 555555 ฝันว่าพวกเราทำงานกันค่ะ ดูเหมือนจะมีงานเปิดร้านขายของ อาจจะเป็นงานแฟร์ แต่รูปแบบไม่ใช่อย่างปัจจุบันนะคะ เป็นรูปแบบคลาสสิคที่พวกเราคุ้นชินกัน หลาย ๆ คนช่วยกันจัดร้าน สนุกสนานสุขสันต์คนฝันมากเลย 55555555


ตื่นมาพร้อมรอยยิ้ม....แสนจะมีความสุข Happy Be Me!!!!!!! สุขสันต์วันเกิดขึ้นปีที่ 50

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

No place like home

ทุกสรรพสิ่งล้วนผ่านมา แล้วก็ผ่านไป เฉกเช่นกับช่วงเวลาดี ๆ ในเซี่ยงไฮ้ นับจากนี้ไปคงเป็นเพียงความทรงจำที่ดี ๆ ณ กาลครั้งหนึ่งในชีวิต
Day 8 Heading home

ลองมาทำ likes – unlikes เซี่ยงไฮ้ดูดีกว่า
Likes


1. อากาศ อันนี้คงเป็นโชควาสนาด้วยค่ะที่ไปในช่วงเวลาที่ไม่หนาวมาก ไม่ร้อนไป แล้วก็ฝนไม่ตกอีกต่างหาก-โปรยปรายวันเดียว บุญพาวาสนาส่งจริง ๆ 55555
2. ตัวเมือง เท่าที่เคยได้ไปเห็นมาด้วยสองตาตัวเอง เซี่ยงไฮ้นับเป็นเมืองหนึ่งที่มีความสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ถนนหนทางกว้าง สะอาด ตลอดจนไร้มลภาวะจากรถยนต์ อยากรู้จังทำไมรถเขาไม่มีควันดำ? ทั้ง ๆ ที่บางคันก็ดูสูงอายุอยู่นา

3. ความปลอดภัย ก่อนหน้าที่จะไปเมืองจีน มีภาพติดลบอยู่ในใจว่าต้องระวังกระเป๋าให้ดี เพราะมีขอทาน – พวกล้วงกระเป๋า ไปใหม่ ๆ เนี่ยะกอดกระเป๋าแน่น 555555 แต่พอเที่ยวได้ 2 วัน เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้าง รปภ. บ้านเกลื่อนไปทุกหัวถนน เลยเกิดความเชื่อมั่นว่าปลอดภัยแน่นอน
4. สีเขียว ไม่รู้ว่าเป็นเฉพาะช่วงนี้หรือเปล่านะคะ แต่สวนสาธารณะนี่น่าเข้าไปเดินมาก ๆ ค่ะ สวย สะอาด แล้วก็เขียวชอุ่มไปหมด ไม่เพียงแต่ในสวน แต่ถนนก็ปลูกต้นเมเปิ้ล กับแปะก้วยตามรายทาง มองไปแล้วสดชื่นมากมาย
5. แสงสี ฉันเป็นคนหนึ่งที่มักหลงใหลแสงสี กลางคืนชอบดูไฟ เซี่ยงไฮ้มีให้ดูจุใจทีเดียว ไม่เฉพาะตึกที่เปิดไฟสวย ๆ แต่ต้นไม้ยังประดับประดาไฟคริสตมาส (เฉพาะถนนบางสายนะคะ) ตอนกลางคืน เป็นเวลาที่น่าเดินเที่ยวเป็นที่สุดค่ะ

ทีนี้มาถึงเรื่องที่ไม่ชอบบ้าง

Unlikes
1. การสื่อสาร ถ้าคุณไม่รู้ภาษาจีนเนี่ยะ ลำบากจริง ๆ ค่ะที่จะใช้ชีวิตที่นี่ได้อย่างสะดวกสบาย ไอ้ที่ฉันต้องปวดหลังทุกวัน ๆ เนี่ยะ ก็เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยหลงทางไปมา แถมเรียกแท็กซี่ไม่ได้อีก
2. Subway แน่นมากค่ะ วันแรกที่มาถึงเนี่ยะก็ฝันร้ายเลย ที่ไม่ชอบเกี่ยวกับรถใต้ดินนอกจากความแน่นเป็นปลากระป๋องแล้ว เขาไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเลยค่ะ อย่างที่เราเจอ ตอนขึ้นรถกลางคืน เครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติไม่รับธนบัตร ที่แลกเหรียญก็ไม่มี เคาน์เตอร์ก็ปิด มีเจ้าหน้าที่เฉพาะด่าน x-ray กระเป๋า แล้วคุณจะทำยังไงถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีเหรียญจริง ๆ มิต้องเดินกลับโรงแรมหรือไงอ่ะ?
3. อาหาร พูดจริง ๆ นะคะ ไปเซี่ยงไฮ้มา 7 วัน ยังไม่เคยเจอมื้ออาหารที่ประทับใจจริง ๆ สักมื้อเดียวค่ะ แต่ไม่ยักผอม 555555 ทั้ง ๆ ที่กินน้อยเดินเยอะ อาจจะเพราะอาหารเขามัน ๆ เลี่ยน ๆ มั้งคะ
4. น้ำใจ ดูเหมือนคนจีนจะตัวใครตัวมัน ไม่ค่อยสนใจคนต่างเมืองที่คุยภาษาจีนไม่ได้เท่าไร ไม่เหมือนเมืองไทย คนไทยใช่ว่าจะเก่งภาษานะคะ แต่ถ้ามีต่างชาติมาถามทาง ก็พยายามหาคำตอบให้อย่างดี แต่ที่เซี่ยงไฮ้ เดิน ๆ ไปจะเจอคนใจดีไม่กี่คน แถมไอ้ที่เจอดันบอกทางมั่วให้เดินอ้อมอีก เง้อ~~~
ตบท้ายด้วยข้อดี แต่ไม่เข้าข่าย like คือได้ใช้ขาให้สมกับที่มีขามาไว้เดิน พูดจริง ๆ นะ ตั้งแต่เกิดมา จำได้ว่าไม่เคยใช้ขาในห้วงเวลา 7 วันมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต 55555 เหมือนขู่นะ แต่มันเป็นเรื่องจริงอ่ะ เดินทู้กวัน เดินทั้งวันทั้งคืนอีกต่างหาก เวลาปวดหลังมาก ๆ เนี่ยะจะอยากกลับบ้านมาก 555555
เอาเข้าจริงแล้ว บ้านเราก็เป็นสถานที่ ๆ ดีที่สุดในโลกสำหรับเรา ถึงมันจะสกปรกไปบ้าง ไร้ระเบียบไปหน่อย แต่ก็เป็นที่ ๆ เราได้รับความสะดวก และอยากทำอะไรก็ทำได้ อะไรมันจะสำคัญไปกว่าเสรีภาพหรือ? ไม่มี้ ไม่มี
 ตื่นมาก็เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า เตรียมตัวกลับบ้าน ต้องไปถึงสนามบินประมาณบ่าย 3-4 โมง เพื่อขึ้นเครื่อง 5 โมงเย็น เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ให้เป็นการช็อปปิ้งก็แล้วกันค่ะ ไม่งั้นเสียชื่อคนไทย อิอิ ไปไหนต้องช็อปปิ้งมันทุกที่
 
พวกหนึ่งเขาเดินช็อปกันก่อนหน้าแล้ว วันนี้จะไปเก็บที่พลาดไป เขาบอกว่าที่ห้างนี้ของถูกดี ฉันไม่ได้สนใจช็อปปิ้งหรอกค่ะ แต่ก็น่ะ ก็ไปดูหน่อยก็ได้ ขึ้น taxi จากคอนโดไป people’s plaza นึกแล้วก็ยั๊วะอู๋ ไหน ๆ ขึ้น taxi มาแล้วทำไมไม่ลงหน้าห้าง ต้องลงแยกหนึ่งแล้วก็เดิน ๆ ๆ หาห้าง เฮ้อ...เดินเอามันจนวันสุดท้ายเลยนะทริปนี้ เบื่อจริง ๆ
ห้างที่ไปชื่อHan city คล้าย ๆ มาบุญครองแหละค่ะ ฉันไม่ได้ซื้ออะไรนอกจากแว่นตากันแดด กับแว่นสายตา เพราะต่อรองราคาแล้วเขาดันโอเค 5555555 จะไม่เอาก็นะ เดี๋ยวพ่อค้ากังฟูเข้าใส่ แล้วก็เดินไปกินอาหาร เลือกฟาสฟู้ดแล้วนะคะ แต่เป็นฟาสฟู้ดเซี่ยงไฮ้ สั่งไม่เป็น ไม่อร่อยเลยอ่ะ แล้วก็นั่ง taxi กลับไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าที่คอนโดเพื่อไปแอร์พอร์ตค่ะ หลายคนสงสัย ไหนบอกว่าเรียกแท็กซี่ยากไง ทำไมวันนี้นั่งทั้งวัน 55555 เวลาเรียกรถได้ก็ต่อสายถึงฟิลิปแล้วให้ฟิลิปบอกแท็กซี่ให้ไงคะ เชื่อเถอะว่ามาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ไม่มีล่ามเนี่ย มันระกำจริง ๆ ยิ่งถ้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรกก็.....ไร้คำบรรยายค่ะ ขนาดอู๋เขาเคยมาหนหนึ่งแล้ว และมีฟิลิปคอยช่วย ยังได้เดินออกกำลังกายขนาดนี้
นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ใช้เวลานานกว่า maglev มากเลยค่ะ ของแหงอยู่แล้ว maglev 300++ กม./ชม. อ่านในกูเกิ้ลบอกว่าความเร็วสูงสุด 431 กม/ชม ใช้เวลาเพียง 7-8 นาทีเท่านั้นเอง airport link ของเราไม่รู้จะใช้เวลาแค่ไหน
 ระหว่างที่นั่งรอเวลาขึ้นเครื่องบินกัน ก็คุยกับพวกที่ไปหังโจวกันเมื่อวาน เขานั่งรถไฟไปกันเอง เสียค่ารถไฟคนละ 108 หยวน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ ห้องน้ำดีมาก ที่เน้นเรื่องห้องน้ำ เพราะเมื่อก่อนเมืองจีนมีชื่อ(และกลิ่น)ขจรขจายมากเรื่องความสกปรกของห้องน้ำ จะเห็นได้ว่าตอนนี้เขาพัฒนาไปเยอะมากจริง ๆ ค่ะ เขาบอกว่าวัดสวยค่ะ มีเจดีย์สูง 10 ชั้น เดินกันหอบแฮ่ก 555555 ฟังถึงตอนนี้แล้วนึกในใจว่าดีที่ไม่ไป สวยยังไงก็เถอะ แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากใช้ขาอีกแล้ว
 ในที่สุดเวลาต้องอำลาก็มาถึง ได้นั่งเครื่องการบินไทยที่ชื่อดารารัศมี ที่นั่งกว้างกว่าลำที่นั่งตอนขามาค่ะ แล้วก็โชคดีอีกแล้ว ที่มีที่ว่าง เพราะที่นั่งริมหน้าต่างมี 3 ที่ แต่ว่าง 1 ที่ ได้นั่งหลวม ๆ สบาย ๆ
 
มีข้อสังเกตค่ะ เครื่องบินวิ่งอยู่ในรันเวย์นานมาก ๆ กว่าจะถึงจุดที่จะบินขึ้น ถึงได้เห็นว่าสนามบินนี้ติดมหาสมุทรค่ะ ท่าทางจะใหญ่กว่าสุวรรณภูมินะ (เฉพาะส่วนรันเวย์นะคะ) ขากลับนี่ดีค่ะ เพราะกลับตอนอาทิตย์อัสดง สวยมาก ๆ จนต้องสั่งไวน์มาจิบ 555555 ดัดจริตมากเลยนะ จิบไปดูเมฆ ดูพระอาทิตย์ไป แสนบันเทิงอารมณ์ แม้ว่าแดดจะร้อน ขนาดว่าในเครื่องบินเปิดแอร์ ก็ยังรู้สึกถึงความร้อนแรงของรังสี แต่ฉันก็ปิดหน้าต่างแป๊บเดียว แล้วเปิดใหม่ เพราะอยากถ่ายรูป ถ่ายมันทุกระยะ จับทุกยาตราแห่งสุริยเทพ (555555555) ลองไปชมอัลบั้ม so call heaven ซิคะ แล้วจะรู้ว่าทำไมฉันถึงเพลินกับการถ่ายรูป เพราะมันสวยปานสรวงสวรรค์จริง ๆ เรียกว่าถ้ากำลังถ่าย ๆ อยู่แล้วมีเทวดานางฟ้าบินผ่านมา ฉันก็คงไม่แปลกใจ (แต่ตกใจแทน 555555)

Good Bye Shanghai. I shall return.


วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ธนาคารกรุงเทพ - แต่หาคนพูดภาษากรุงเทพไม่ได้ซะคน

อ่านเบื่อกันหรือยังคะ พรุ่งนี้ก็จบแล้วค่ะ ไหน ๆ ก็หลวมตัวติดตามอ่านมาถึงวันนี้ ก็ติดตามกันต่อไปอีกนิดนะคะ
Day 7 – 31 May 2010
 ควรจะเล่าไหม เมื่อคืนฉันฝันถึงในหลวงด้วย แต่ห้ามถามนะว่าฝันว่ายังไง ฉันเป็นคนที่จำได้แต่ว่าฝันถึงใคร แต่ไม่ค่อยจำเนื้อเรื่อง เหมือนดูหนัง จำแต่ตัวละคร เรื่องราวเป็นยังไง จำไม่ได้ 555555 แล้วจะเล่าทำไม?- ก็อยากบอกง่ะ เพราะว่ามาเซี่ยงไฮ้เนี่ยหลับสนิททุกคืน เพิ่งมาคืนนี้ที่ฝัน เป็นฝันเดียวในเมืองจีนก็ว่าได้

พรุ่งนี้กลับบ้านแล้ว!!! Home Sweet Home…นึกแล้วก็ 2 จิต 2 อารมณ์ คือดีใจที่จะได้กลับไปหาคนที่รัก และอาหารอร่อย ๆ แต่อาลัยอาวรณ์บ้านเมืองที่สะอาด สวยงามและอากาศเย็นสบาย ไอ๊หยา..นึกถึงอากาศแล้วจิตตก 5555555 นี่ฉันต้องออกจากตู้เย็นไปเข้าเตาอบแล้ว (เหมือนไก่ 5 ดาวเลยเนอะ 55555) แม้ว่าแดดจะร้อนในบางวัน แต่มีไอลมเย็น ๆ พัดผ่านตลอด คงจะเป็นหางลมหนาวที่ยังหลงเหลืออยู่ มาได้ถูกช่วงเวลาสุด ๆ

วันสุดท้ายแล้วจะไปไหนดี? ไม่เอา expo แล้ว เพราะอู๋บอกว่าถ้าไม่ใช้ บัตรจะเก็บไปขายต่อได้ ก็เลยตัดสินใจว่าจะไปจุดอื่น ๆ ที่น่าสนใจแทน เอาแผนที่มากางดูตั้งแต่เมื่อคืน ตอนแรกก็อยากไปหลายที่อยู่ แต่นึกถึงอาการร่อแร่ของสังขารแล้ว เลยตัดสินใจว่า เอาที่ ๆ ไม่ต้องเดินมากดีกว่า อยากกลับไปเก็บบรรยากาศตลาดหน้าสวน Yuyuan และ ฝั่งตรงข้าม The Bund อีกรอบ แบบว่าชอบค่ะ

ตื่นมาก็เห็นอู๋ยืนมองที่หน้าต่าง เราก็ไปยืนดูว่าน้องดูอะไร อู๋ก็ชี้ให้ดูว่าหลังคาเก๋งจีนที่เห็นลิบ ๆ นั่นแหละคือ Yuyuan เดินลัดเลาะจากคอนโดนี่ตรงไปเรื่อย ๆ ก็ถึง อืม...ดูไม่ไกลเท่าไร เอ้าไหน ๆ ก็ไหน ๆ วันสุดท้ายแล้วนี่ จะเดินไว้ลายส่งท้ายหน่อยก็ได้ กลับไปกรุงเทพ กะว่าจะงดเดินสัก 3 วัน 5555555 (ในความเป็นจริงคือ ต้องพักฟื้นคืนกำลังเป็นอาทิตย์เลยค่ะ)

แต่วันนี้ฉันจะ solo เที่ยวเดี่ยวละค่ะ หลงเป็นหลงซิ คนเราเกิดมาตายหนเดียว จะกลัวไรนักหนา? ว่าแล้วก็ยื่นกระดาษให้ฟิลิปเขียนเป็นภาษาจีนว่า “ช่วยโทรหาฟิลิปที่เบอร์XXXXXX แล้วบอกทีให้มารับฉันด้วย” 555555 นึกว่าเก่ง---ใช่ป่ะ แหม...ของมันต้องมีตัวช่วยกันเหนียวอ่ะ มีภารกิจต้องกลับมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่จะตามมาในเดือนสองเดือนข้างหน้า ยังไงก็ต้องกลับไปอย่างปลอดภัยให้ได้ 555555

เมื่อมีตัวช่วย และนัดแนะกับฟิลิปว่าจะไปเจอกันที่หอเรือสูง ๆ ประมาณ 6-7 โมงเย็น แต่ฟิลิปบอกว่าเขาจะไปก่อน 6 โมงเล็กน้อย คงเป็นห่วงพี่สาวเพื่อน (เอาจริง ๆ แล้วปล่อยให้เรารอแง่กอ่ะ)

เมื่อพร้อมแล้วก็พกแผนที่พร้อมออกเดินทางเต็มที่ อะไรที่มองจากที่สูงแล้วมักจะหลอกตา ระยะทางที่ดูเหมือนสั้น แต่จริง ๆ แล้วไม่สั้นเลยค่ะ แต่ก็สบาย ๆ เพราะไม่ได้เร่งรีบอะไร เดินไปดูนั่นดูนี่ไป เข้าไปในชุมชนนางสั่งเสีย (Nanzhangjia alley) ค่ะ เป็นลักษณะบ้านเก่า ๆ โทรม ๆ ท่ามกลางความอู้ฟู่ หรูหราของมหานครเซี่ยงไฮ้ เลยถ่ายรูปไว้เยอะหน่อย ตามไปชมได้ในอัลบั้ม facebook ค่ะ เปิดอัลบั้มพิเศษให้ 1 อัลบั้มเลย แพราะ 1 รูปดีกว่าพันคำบรรยาย กรณีที่ใครไม่มี facebook ก็ไปเดินที่เยาวราชก็ได้ค่ะ 55555 ไม่ใช่ริมถนนใหญ่นะคะ เดินเข้าตรอกเงียบ ๆ เก่า ๆ หน่อย มันจะคล้าย ๆ กัน (รับรองว่าอู๋มาอ่านต้องค้านแน่ ...เหมือนเยาวราชตรงไหนอ่ะ 55555) แต่คนไม่แออัด ไม่มีรถเยอะ ๆ เท่านั้นเอง คนจีนที่นี่เหมือนเขาใช้ชีวิตสบาย ๆ สงบ ๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับอะไรเลยค่ะ เดิน ๆ ไปจะเห็นเขาจับกลุ่มกันเล่นหมากรุกจีนมั่ง ไพ่นกกระจอกมั่ง แล้วกลางถนน-บนหัวเราก็มีราวตากผ้า เพราะบ้านส่วนใหญ่จะไม่มีบริเวณบ้านค่ะ เลยต้องตากผ้ากันแบบนี้ อู๋แวะอุดหนุนหมั่นโถว 2 ลูก ที่จริงเขานึกว่าเป็นซาลาเปา แต่มันเป็นหมั่นโถว ต้องกินกับกับน่ะค่ะ เหมือนเราซื้อข้าวเปล่ากลับไปกินกับกับข้าวที่บ้าน แต่ตลาดนี้ไม่มีหมูปิ้งขาย เลยต้องเดินกินหมั่นโถวเปล่า ๆ 555555 กินไปบ่นไป

ที่จริงว่าจะไปย่านขายของเก่าด้วย อู๋บอกว่าอยู่ตรงนั้น ๆ (แต่เดินจริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าตรงไหน?) เดินไปเดินมา ก็มาถึงตลาดหน้าสวนหยู่หยวนเสียแล้ว ก็เลยบอกงั้นฉันจะเที่ยวที่นี่ ก็เดินดูของสวย ๆ ซื้อของชิ้นสองชิ้นแล้วก็มุ่งหน้าจะไปนั่งรถลอดอุโมงค์ เห็นในโบรชัวร์ว่ามีปลาให้ดู คิดว่าคงเหมือน Ocean world ที่พารากอน ฉันเป็นคนชื่นชอบชีวิตสัตว์โลกใต้น้ำเป็นที่สุด อาจจะเพราะเกิดราศีปู 555555 เกี่ยวไหมนั่น ก็----

กลับเข้าเรื่องดีกว่า แวะถามที่ tourist information กว่าจะได้ความก็เหงื่อไหลไป 15 หยดได้ สรุปว่าเขาแนะนำให้ขึ้นรถเมล์ค่ะ เขาบอกว่า 2 ป้ายก็ถึง ค่ารถ 2 หยวน เราก็..โอเค อยากขึ้นรถเมล์มั่งเหมือนกัน ก็เดินไปตามทางที่เขาบอก แต่ว่า...เอ้อ...ป้ายอยู่ไหนล่ะนี่? 55555 กรำ รู้งี้ขึ้นตุ๊ก ๆ หน้าตลาดก็ดี แต่ก็น่ะ จะคุยกันรู้เรื่องเหรอ เอ้า มองหาคนหน้าตานักศึกษาหน่อยดีกว่า กว่าจะเจอคนที่ยอมคุยด้วยนี่ หน้าแดงเพราะตากแดดหลายสิบนาที 5555 หนุ่มน้อยผู้หวังดี (แต่เจตนาร้าย) บอกว่าทำไมต้องขึ้นรถเมล์? เดินตรง ๆ ไปเนี่ยะก็ถึงแล้วเจ๊ ไม่ไกลดอก.... ฉันไม่บังควรเชื่อเล้ย ให้ตายซิ ไอ้เดินตรง ๆ ไปก็ถึงนี่ถูกค่ะ แต่มันไกลมากกกกก เดินแล้วเดินเล่าก็ยังไม่เห็นวี่แววเลยง่ะ เดินลากสังขารไปเรื่อย ๆ จนถึงแบ้งค์กรุงเทพ โอ้ว....นี่มันแบ้งค์เหรอเนี่ยะ ตอนแรกคิดว่าเป็นสถานทูตเสียอีก เห็นธงชาติไทยลิบ ๆ ตั้งแต่วันที่มาเที่ยว The bund วันแรกแล้ว ลืมคิดว่าไปเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่ปักกิ่ง จะมีสถานทูตได้ไง

ชื่อแบ้งค์กรุงเทพ ก็น่าจะมีพนักงานพูดภาษากรุงเทพได้ซิน่า จะได้ถามว่าที่เดินมาเนี่ย มันถูกทางหรือเปล่า? หลังจะหลุดแล้ว ฮือ ๆ ปรากฏว่าผิดหวังอย่างแรง เดินสะโหลโผเผเข้าไป เจอพนักงาน 2-3 คน รปภ. 1 นาย นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก แถมสิ่งมีชีวิตที่เจอ ไม่มีใครพูดภาษากรุงเทพเลยซะคน แง๊ ๆ แต่ก็ยังดีนะคะ ภาษาอังกฤษพอได้ แต่คนที่ถามคนแรก ไม่รู้จักที่เราจะไปดู 555555 เฮ้อ ~~~ อุปสรรคช่างมากมี เมื่อได้คำตอบแล้วว่าเดินไปอีกหน่อย(ที่ไม่หน่อยเท่าไร) ก็ถึง ฉันก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่าโซฟาน่านั่งจัง ขอพักเอนหลังสักปูเหลียวนึงน่อ ...เจ้าหน้าที่คงเห็นว่าอาซิ้มจากไทยแลนด์คนนี้ท่าทางจะเหนื่อยจริง ๆ ก็เลยอนุญาตให้นั่งพักได้

ไม่ได้นั่งนานหรอกค่ะ เพราะรปภ.ส่งสายตามาบ่อย ๆ 5555 ท่าทางจะไม่ชินกับการมีแขกมาขอนั่งพักในแบ้งค์ จึงรวบรวมกำลังลุกขึ้นเดินต่อไป (ฟังดูแล้วเป็นการเดินทางที่สาหัสเนอะ55555 แต่จริง ๆ มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เล่าให้เว่อร์ ๆ เข้าไว้เพื่อความบันเทิงของผู้อ่าน อิอิ)

ในที่สุดก็มาถึงจนได้ Bund Sightseeings Tunnel รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย หลังจากซื้อตั๋วไปในราคาค่อนข้างแพง 55 หยวนไป-กลับ แล้วก็เดินลงไป....


อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ~~~ 555555 ถึงอีกฝั่งแล้ว ถึงแบบงง ๆ แล้วไหนล่ะปลา? ไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย นอกจากไฟวิบวับ เหมือนนั่งรถไฟเข้าถ้ำที่สวนสนุกโยโย่แลนด์ซีคอนเลย แง๊...เสียดายตังค์ 55 หยวนอ่ะ 55555 งานนี้โดนหลอก เซ็ง ๆ ๆ เอ้าไหน ๆ ก็ข้ามมาแล้ว ไปเดิน ๆ ดูสักหน่อยว่ามีอะไรให้ดูมั่ง ฝั่งนี้ไม่สวยเหมือนฝั่ง The Bund ค่ะ แม้ว่าจะโผล่มาแล้วเจอหอไข่มุกอยู่ติด ๆ กับลูกตาก็ตามที ก็สู้อยู่ฝั่งโน้นไม่ได้ ขึ้นมาแดดเปรี้ยงเชียว ถ่ายภาพไม่สวย เลยนั่งรอกะให้แดดร่มลมตก จะถ่ายรูปต่อ ถามว่าทำไมไม่เดินไปเที่ยวที่อื่นต่อ มันหมดแรงแล้วอ่ะ ระหว่างนั่งรอ ก็ถ่ายรูปตัวเองไปพลาง ๆ 55555 นึกได้ว่ากล้องมีปุ่มตั้งเวลานิ เพลินดีค่ะ ตอนแรก ๆ วิ่งไปไม่ทันมั่งล่ะ กะจังหวะผิด อวัยวะมาไม่ครับมั่งล่ะ ลบทิ้งหมดค่ะ เพราะไม่ไหวจะเคลียร์ บางรูปมาแค่ขา 1 ท่อน บางรูปก็เป็นผีหัวขาด บางรูปมาครึ่งซีก กว่าจะกะได้ถูก ก็มีรูปไหว เพราะวิ่งเข้าไปช้าไปหน่อย นั่งขำอยู่คนเดียว เหมือนเบิร์ดในหนังเรื่องหลังคาแดง 55555

ถ่ายรูปเสร็จก็ชักเบื่อแล้ว จะกลับไป The Bund ละ เอ้า...จำทางลงไปอุโมงค์ไม่ได้ 55555 กรำจริง ๆ เดินหาให้ควั่กซิ ขนาดว่ามันไม่ไกลนะคะ แต่ความที่ไม่ได้สนใจจำทางไง ไม่รู้นึกยังไง 5555555 เฮ้อ...หาเรื่องเดินมากขึ้นได้เก่งจริง ๆ เลยตรู

กว่าจะถึงที่นัดหมายก็แทบเดี้ยง นั่งรออยู่นานเลยค่ะ ไม่มีเก้าอี้แบบมีพนักเลยนะ อยากเอนหลังอ่ะ...ทำไมฟิลิปยังไม่มาซะที ท้องร้องแล้ว นึกได้ว่าตั้งแต่ออกจากคอนโดมายังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากไอติมโคน 1 อัน เอาไงดี? แถวนี้ไม่เห็นมีร้านอาหาร แต่มีร้านสะดวกซื้ออยู่ ลองเดินไปดู เห็น “ด๊อกบกกี” ใครที่ดูซีรี่ส์เกาหลีบ่อย ๆ ต้องรู้จักแน่ ๆ ที่เป็นลูกชิ้นบ้าง เต้าหู้บ้างเสียบไม้ แล้วแช่ไว้ในหม้อพะโล้ร้อน ๆ (เดานะคะว่าเป็นพะโล้ สีมันคล้าย ๆ) แต่คิดไปคิดมางัดหมากฝรั่งมาเคี้ยวดีกว่า แล้วเดินไปที่ Tourist information ให้เขาช่วยโทรหาฟิลิป เขาบริการให้ฟรีด้วยค่ะ คราวนี้เจอพนักงานพอพูดรู้เรื่อง ฟิลิปบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะไปถึง
พอมืดลง อากาศก็เย็น เป็นแบบนี้ทุกคืนเลยค่ะ เวลาอยู่คอนโดเนี่ยะ เปิดหน้าต่างนอน แสนจะสดชื่นอย่าบอกใคร นึกถึงเรื่องอากาศแล้ว พรุ่งนี้ก็กลับไปเจอไออุ่น ๆ อยากพกเอาความเย็นสดชื่นจากที่นี่กลับไปด้วยจัง
กลับถึงคอนโดก็แช่น้ำร้อนก่อนเลย เรื่องแปลกแต่จริงค่ะ อาการปวดหลังเนี่ย แค่แช่น้ำร้อน ๆ นาน ๆ ก็บรรเทาลงเยอะเลยนะคะ เพราะวันนี้กลับไว (ปกติกลับที่พักเที่ยงคืน) เลยมีเวลานั่งคุยกัน แล้วก็ดูทีวี ฟิลิปเขาดูหนังไทยค่ะ เรื่อง ลองของ 555555 ไอ้เราอยู่เมืองไทยยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้เลย สยดสยองพอประมาณ ดูนิดหน่อยค่ะ ตอนนี้จะดูแต่เกาหลี หนังอื่น ๆ ไม่ได้ดูเลย แต่ขนาดดูหนังเกาหลีมาเกือบ 100 เรื่องยังแทบไม่รู้จักชื่อดาราเลย ดูเพลิน ๆ ไป ไม่ได้ติดตัวแสดง แต่ชอบเรน กับซองเฮเคียว เพราะเป็นเรื่องแรกที่ดู

พรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านแล้ว ฟิลิปถามส่งท้ายหาบทสรุป (เหมือนป๊ากเลยนะ 5555)

ถ. ชอบเซี่ยงไฮ้ไหม?
ต. ชอบมาก
ถ. ชอบอะไร
ต. ชอบที่สุดคืออากาศนี่แหละ
ถ. ชอบอากาศเย็น ๆ เหรอ?
ต. อืม
ถ. งั้นมาอีกทีเดือนพ.ย. ซิ หนาวมากที่นี่ บางปีมีหิมะด้วย
ต. หนาว ๆ ไม่เอา ชอบแบบนี้
ถ. ถ้าชอบอากาศสดชื่น ๆ แนะนำให้ไปจิ่วไจ้โกนะ ที่นั่นอากาศบริสุทธิ์สุดบรรยาย
 อยากบอกว่า อากาศของเซี่ยงไฮ้นี่ก็ดีพอแล้วค่ะ คุยกันพอหอมปากหอมคอแล้วไปนั่งในห้องนอน ดูแสงสีส่งท้าย จากนี้ไปอีกกี่ปีหนอจะได้หวลกลับมาเยือน?
 หลับผล็อยไปก่อนหอไข่มุกดับไฟ Good night Shanghai

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Xintiandi ..no facebook in China!

ก่อนจะหมดทริป ขอคุยกันนิดนะคะ ก่อนเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ ก็มุ่งมั่นว่าจะเที่ยวเก็บรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ EXPO ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อจะนำข้อมูลมาเล่าสูกันฟังให้เป็นประโชน์สูงสุดแก่เพื่อน พี่ และน้อง ที่กำลังมีแผนจะไปเที่ยว แต่ด้วยข้อเท็จจริงว่าสังขารหนอ-เสื่อมซะแล้วหนอ แม้ใจจะให้ แต่หลังไม่ร่วมมือ ก็เลยอย่างที่เห็นแหละค่ะ วันต่อ ๆ มาเริ่มเก็บสถานที่ได้น้อยลง การท่องเที่ยวสถานที่ใหม่ ๆ จริงอยู่ค่ะ เที่ยวกันเองสนุกกว่า และที่สำคัญประหยัดกว่า แต่การมีไกด์บางครั้งก็สะดวก และรู้เรื่องกว่า 55555 อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเตรียมตัวดีพอ ด้วยการหาข้อมูลให้จัด ๆ (แนะนำว่าไปหาในห้อง blue planet ของเวบพันทิพ) เราก็สามารถไปเที่ยวกันเองได้อย่างสนุกสนานทีเดียวค่ะ แต่เรื่องคิวใน expo คงต้องให้ทัวร์จองให้ เห็นเขาบอกว่าถ้ามาเป็นกรุ๊ปเนี่ยะ อาจจะไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวหลายพาวิลเลี่ยนเลย คิดแล้วก็อยากตามนักร้องไปอีกรอบ 55555555

Day 6 – 30 May 2010


นึกว่าเมื่อวานนี้จะได้พักผ่อนเต็มที่ วันนี้จะได้ลุย expo เพราะยังเหลืออีก 1วัน แต่ฟิลิปดันพาชมถนนหลายสาย ความที่เหนื่อย จำชื่อถนนไม่ได้ มีถนนนานจริง (Nanjing) ด้วยค่ะ เขาเรียกว่าถนนคนเดิน ถามว่าสวยไหม-สวยค่ะ น่าเดินไหม? -ก็น่าค่ะ แล้วมีอะไรมั่ง-เอิ่ม...มีร้านค้า กับคน 55555555 (แล้วจะบอกทำไม?)


กลับสู่ปัจจุบันดีกว่า เช้านี้ตื่นสายมากค่ะ จะสังเกตได้ ยิ่งวันยิ่งสาย 5555 เหนื่อยจนไม่ได้ลงไปกินข้าว ห้า....นพพรเนี่ยะนะไม่กินข้าว? 555555 ก็น่ะ...คิดดูเอาละกันค่ะว่ามันเหนื่อยสาหัสขนาดไหน แต่ไม่เชิงไม่กินข้าวหรอกนะคะ เพราะว่ามีแตงกวาที่ยังไม่ได้กินเลย..เอ๊ะ..ไม่ใช่แระ แตงกวาอู๋กินไปเมื่อคืน สรุปว่ายังมีเกาลัดที่กินเหลือจากเมื่อวาน ก็ได้เป็นอาหารเช้าพร้อมกาแฟ อีกอย่างไม่หิวอะไรนักหนาหรอกค่ะ เมื่อคืนกินมาก เรียกว่าเป็น dinner แรกและ dinner เดียวที่ฉันกินเยอะค่ะ


หลังจากอิ่มแล้ว ไม่อิ่มก็ช่วยไม่ได้ เกาลัดหมด 555555 แหมซื้อมาถุงเดียว แถมกินกัน 2 คนตลอดวัน นี่ถ้ามันไม่ยุ่งยากตรงเปลือก หมดไปนานแล้ว


วันนี้เป็นวัน checkout ก็เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า แล้วลงมาเคลียร์บัญชี ก่อนจะฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ออกไปเที่ยว เพราะฟิลิปนัดไว้ว่าจะมาบ่าย 3 ค่ะ ก็ไม่มีเวลาไป expo (เย้...) อะไรจะกลัว expo ขนาดนั้น? 5555555 ระหว่างทำเรื่องเช็คเอ้าท์ เจอคนไทยที่ล็อบบี้ด้วยค่ะ คุณประสงค์ กับเพื่อน เขาเป็นคนทำพาวิลเลี่ยนไทย! ไม่แน่ใจว่าเป็นคนออกแบบ หรือทำงานตามแบบที่ออก หรือทั้งสองอย่าง แต่ที่แน่ ๆ เขาเกี่ยวข้องกับพาวิลเลี่ยนไทยแน่นอน 555555 ทำใจนะคะ เพราะฉันหูตึง เวลาซึมซับข้อมูลเลยมีปัญหานิดหน่อย (นิดหน่อย????) อย่างไรก็ตามคุณประสงค์บอกว่าถ้าจะไปดูพาวิลเลี่ยนไทยน่ะ ไม่ต้องเข้าคิวค่ะ แค่เดินไปที่ทางเข้าที่มียักษ์ 2 ตัวแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่าเป็นคนไทย ก็ได้เข้าแล้วค่ะ


เพราะว่าจะต้องกลับมาโรงแรมก่อนบ่าย 3 เลยต้องเที่ยวใกล้ ๆ ก็นั่งรถไฟไป People’s Square ค่ะ ไปเดินแถว Shanghai museum มีน้องเป็นปัญญาชน ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์หาความรู้เพิ่มรอยหยักในสมอง แต่ฉันออกแนวชอบไร้สาระ ถมรอยหยักให้ตื้น 5555555 ก็เลยบอกว่าขอนั่งเล่นข้างนอกรอละกัน จริง ๆ แล้วเก็บแรงน่ะค่ะ เพราะไม่รู้ว่าเดี๋ยวบ่าย ๆ เย็น ๆ จะต้องเจออะไรอีก


People’s Square จตุรัสประชาชน เป็นย่านของประชาชนค่ะ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม 55555 อืม ๆ นะ ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ถ้าจะกระจ่างแบบนี้น่ะ 5555555 ไปถามอากู๋มาได้ความว่าเป็นย่านราชการค่ะ น่าจะคล้ายสนามหลวง ที่มีสถานที่ราชการหลายแห่ง Shanghai Grand Theathre, Shanghai Urban Planning Exhibition Center, etc. ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมไปที่นี่ค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/People's_Square_(Shanghai) เพราะที่เขาว่า ๆ ไว้เนี่ย ฉันเห็นแต่ตัวตึก ไม่ได้เข้าไปสักแห่ง 555555 กว้างมากนะคะ จริง ๆ มอง ๆ ไปก็ละม้ายแยกอนุสาวรีย์สมรภูมิ แต่มีสวนสาธารณะแทนที่อนุสาวรีย์ แล้วพื้นที่ใหญ่กว่า (มาก ๆ) นอกจากนี้ก็ยังมีพลาซ่าต่าง ๆ อีกด้วยค่ะ ถามว่าน่าเดินไหม? เอิ่ม - - my legs say NO. 5555555 อาจจะเพราะดูเหมือน ๆ สถานที่ช็อปปิ้งทั่วไปมั้งคะ ฉันไม่ได้ซื้อของ เลยขอเลือกสถานที่ ๆ ดูสวยงาม แปลกตาไปจากเมืองไทยไว้ก่อน แล้วถ้าจะให้เดินจริง ๆ แล้ว ถนนนานจริง กับถนน brandname น่าเดินกว่านะฉันว่า

เมื่ออู๋ออกมาจาก Shanghai Museum แล้ว (ใช้เวลาน้อยกว่าที่ฉันคิด) เขาก็เอารูปมาอวดรูปหนึ่ง เป็นฟอสซิลของ Kitty !! 555555 ใช่แล้วเจ้าแมวคิตตี้การ์ตูนน่ารัก ๆ ของญี่ปุ่นนี่แหละ มิวเซียมที่นี่เขามีอารมณ์ขันแปลก ๆ -*- ตอนนี้ท้องเริ่มร้อง เมื่อเช้ามีแค่เกาลัด สองคนพี่น้องเลยเดินหาร้านอาหาร สงสัยเดินมาผิดทาง แทบไม่เจอร้านอาหารเลย 5555555 แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น ฉันเห็นป้าย Ming Dynasty Restaurant ดูจากความอลังการของการตั้งชื่อแล้ว ท่าทางจะหรู แล้วก็แพงเอาการ แต่ตอนนี้หิว ให้เป็นอาหารฮ่องเต้ก็จะเข้าล่ะ 5555555 เดินดุ่ม ๆ นำหน้าน้องไปผิดวิสัยปกติที่จะเดินงุ่มง่ามเอื่อย ๆ


เก่งมากเลยค่ะนพพร เดินตามป้าย Ming แต่ไปเข้าร้าน Godly 555555แถมยังไม่รู้ตัวแอบเม้าภัตตาคารเขาในใจอีก ร้านแค่นี้ ทำไมทำป้ายซะใหญ่เว่อร์? แถมร้านที่เข้าผิดเนี่ยะ...พอนั่งโต๊ะแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นร้านเจ 55555 มิน่ามีพระสังคจายให้ไหว้ด้วย ครบสูตร ถือศีลกินเจ เลยแหละ ถึงจะเข้าร้านผิด แต่ก็ด้วยความที่หิว แล้วเห็นคนเยอะ จริง ๆ ต้องรอคิวด้วยน่ะค่ะ คนเต็มร้านเลย ก็เลยมั่นใจว่าอาหารมันต้องอร่อยซิน่า พออีก 1 ชั่วโมงต่อมาต้องวงเล็บไว้ด้วยว่า...(ถ้าสั่งเป็น) 555555 เขามีรูปนะคะ แต่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร 55555 สั่งมา 3 จานน่ะ ตอนแรกดูรูปแล้วนึกว่าติ่มซำ ลืมไปว่ามันเป็นร้านเจ ก็อร่อยดีค่ะ ผักเขียว ๆ อัดเป็นแท่งขึ้นมา กับเต้าหูพะโล้ แต่จานใหญ่ที่อู๋สั่งมาเป็น main dish นี่ซิ อี๋แหยะ 5555555 เป็นถั่วเหลืองเหนียว ๆ หนืด ๆ แบบขนมเต้าส่วนน่ะค่ะ แต่ไม่ราดกะทิ แล้วรสชาติก็เย็นชาสิ้นดี แอบแพงอีกนะจานนี้น่ะ สรุปว่ามื้อกลางวันกินข้าวให้หนักท้องเข้าไว้ กับหมดไป 2จานเว้นจาน main dish เนี่ยะ รับประทานไม่ลงจริง ๆ ค่ะ


กินเสร็จแล้ว อู๋ก็บอกจะไปไหนก็ไม่รู้ แต่ฉันรู้สึกปวดหลัง เลยบอกว่างั้นฉันกลับโรงแรมก่อน ก็แยกกัน ปรากฏว่าคนที่บอกว่าจะไปไหน ๆ ถึงโรงแรมก่อนคนที่บอกจะ direct กลับโรงแรมเลยซะอีก 55555 เรื่องของเรื่องคือฉันเดินหลง เอาแค่ subway ของ People’s Square ก็งงแล้วค่ะ เพราะมันเป็น junction มีหลายสาย กว่าจะเดินหาสายสีเขียวเจอ ก็เสียเวลาไปเยอะ แถมมองไม่เห็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ ลงเลยป้ายไป ต้องนั่งย้อนกลับมาอีก เหอ ๆ


พอมาถึงโรงแรมไม่นาน ฟิลิปก็มารับไปคอนโดเขาค่ะ นั่งรถแท็กซี่ลอดอุโมงค์ไป แอบคิดสงสัยว่าอุโมงค์เนี่ยะมันอยู่ลึกแค่ไหน มันต้องลึกพอสมควรแหละค่ะ เพราะมีเรือผ่านไปมา เรือแต่ละลำก็มหึมา ย่อมมีท้องเรือที่ลึกพอสมควร แล้วก็ระแวงเล็กน้อย ถ้าอุโมงค์แตก จะว่ายขึ้นผิวน้ำไหวไหม? 55555555 เหมือนเข้าป่าถามหาเสือเลยไหมคะ จริง ๆ แล้วมันเป็นนิสัยของนักเขียนที่ต้องคิดต้องมองทุกอย่างในแง่มุมที่ชาวบ้านเขาไม่มองกันน่ะค่ะ


พอเอากระเป๋าเสื้อผ้าเก็บเรีบบร้อยแล้ว ก็นั่งวางแผนต่อ จะไปไหนดี เพราะมะรืนนี้ก็จะกลับแล้ว ฉันกวาดตาอย่างเร็วดูในโบรชัวร์ที่หยิบ ๆ จากแหล่งต่าง ๆ สนใจจะไปย่านเมืองโบราณ แต่ฟิลิปบอกว่ามันไม่ได้อยู่ในเซี่ยงไฮ้ อู๋บอกถ้าอยากไปซูโจวให้ตามพวกหนึ่งไปพรุ่งนี้ มีทะเลสาบที่สวยและใหญ่มาก ใหญ่กว่าสวนลุม 3-4 เท่า อืม ไอ้สวยน่ะน่าสน แต่ใหญ่เนี่ยะ...ม่ายล่ะ เพิ่งแบกกระเป๋ามาจากโรงแรม สงสารหลังเต็มที เอาในเซี่ยงไฮ้พอละกัน งวดหน้าถ้าบุญพาวาสนาส่งก็จะไปเที่ยวที่อื่น ๆ ต่อไป ในเมื่อเมืองโบราณแบบจีนไกลไป งั้นไปแบบฝรั่งเศสก็แล้วกัน ฟิลิปบอกว่าจะพาไปคืนนี้ ตอนนี้เดี๋ยวจะพาไปนวด นวด???? จริง ๆ ก็น่าจะดี แต่นึกถึงที่เคยไปนวด ๆ มาในเมืองไทย ต้องร้องให้เขาเพลา ๆ แรงลงไม่ต้องจับส้งจับเส้นฉันหรอก แล้วตอนนี้จะมานวดในเซี่ยงไฮ้ที่คนจีนนวดเนี่ยะนะ เกิดเขานวดแรงจะบอกเขายังไง? แล้วเกิดนวดแล้วเดี้ยงกว่าเดิมล่ะ อีก 2 วันก็กลับบ้านแล้ว ทน ๆ เอาดีกว่า ไว้ไปนวดที่บ้าน


เลยบอกว่าฉันจะไปดูเมืองฝรั่งเศสหรือที่เรียกว่า French Concession ฟิลิปร้องอ๋อ...จะไป สิ้นเทียนดี เหรอ? ฉันคิดในใจ ไม่มีเทียนดี ๆ ใช้แล้วไง ใครจะไปสนใจ เพราะเรามีไฟฟ้าย่ะ


ฟิลิปบอกว่าคนเขาไป Xintiandi กันตอนกลางคืน เพิ่งรู้จากเน็ตตอนกลับมาแล้ว ฟิลิปยังเข้าใจเรื่อง French Concession ผิด จริง ๆ แล้ว Xintiandi เป็นส่วนหนึ่งของ French Concession แต่ก็นะ ถึงเขาจะอยู่เซี่ยงไฮ้มาหลายปี แต่ส่วนใหญ่คงทำแต่งาน อู๋บอกว่านัดกับพวกหนึ่งไว้ว่าจะมากินข้าวกันที่นี่อยู่แล้ว ทำไมตอนนี้ไม่ไปนวดด้วยกันก่อน ฉันเลยบอกว่าไปส่งฉันที่สิ้นเทียนดีดีกว่า ฉันจะไปเดินดูตอนสว่าง ๆ เรื่องของเรื่องคืนกล้องฉันมันถ่ายภาพกลางคืนไม่แจ่ม  ขอโทษ ภาพ xintiandi ที่ถ่ายมาหายไปไหนแล้วไม่รู้ 55555 ไปดูในเน็ตแล้วกันนะคะ เพียบเลย  แค่พิมพ์ว่า xintiandi แล้ว search images ค่ะ


แต่กว่าจะไปถึงก็เย็นแล้ว เก็บภาพไม่ค่อยดีเท่าไร เฮ้อ เลยเดินเล่นเฉย ๆ อย่างที่ฟิลิปบอกแหละค่ะ มันเป็นที่ ๆ คนเขามากินข้าวเย็นกัน แต่ก็มีร้านค้าบ้าง มีบู้ธขายของบ้างเหมือนกัน ไปเดิน ๆ ดูแล้วของแพงกว่าที่ไปซื้อแถว Yuyuan Garden ของอย่างเดียวกันแหละ แพงกว่าเท่าตัว ร้านอาหารก็คงจะแพงไม่น้อย เพราะสถานที่ค่อนข้างหรูหรา เดินไปเดินมาเจอร้านอาหารไทยด้วย ฝรั่งนั่งกันเต็มร้านเลย อาหารไทยตอนนี้เป็นที่นิยมของฝรั่งทั่วโลกมากค่ะ มีเพื่อนอยู่เยอรมันตอนแรกเปิดร้านอาหารจีน ทำท่าจะไปไม่รอด พอเปลี่ยนเมนูเป็นอาหารไทย ขายดีจนต้องขยายร้านค่ะ ตอนนี้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีอยู่ประเทศเยอรมันไปแล้ว


พอมืด อากาศก็หนาวอีกแล้ว ที่จริงฉันคิดไว้ว่าตอนค่ำ ๆ อยากไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจที่หาดไว่ทัน หรือ The Bund เผื่อเจอเจ้าพ่อหล่อ ๆ แบบหล่องปัน 555555ละครเรื่องนี้ไม่เคยดูหรอกค่ะ ตอนที่ฉายฉันยังเรียนอยู่เมกา แต่ก็รู้ว่าเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ดังมาก เพราะเพื่อน ๆ หลายคนเขียนไปคุยว่าติดโจวเหวินฟะกันงอมแงม


แต่ในเมื่อเดี๋ยวพวกเขาจะนัดกันกินข้าวที่ Xintiandi ฉันก็ไม่ควรจะเดินมากโดยไม่จำเป็น เนื่องจากยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง รักษาเนื้อรักษาตัวไว้เข้าหอ เอ๊ยยย ไว้เจอกับพรุ่งนี้ดีกว่า


Xintiandi เดินไม่เท่าไรก็ทั่วแล้วค่ะ แม้มีซอกซอยมุมมืด (แต่ทะลุถึงกันหมด ไม่มีซอยตัน) แต่ฉันก็มั่นใจว่าปลอดภัย เพราะเห็นตำรวจอยู่ตามที่ต่าง ๆ ไม่แน่ใจว่าเขามีมาตรการแบบนี้เป็นมาตรฐานหรือว่าเฉพาะช่วง expo?


สรุปแล้วไม่ได้กินที่ Xintiandi หรอกค่ะ แต่กินที่ไหนนั้นก็ลืมไปแล้ว 555555 เรื่องอาหารเนี่ยะอย่าให้พูดถึงเลยค่ะ พูดแล้วอยากกลับบ้าน เพราะไม่มีอะไรอร่อยโดนใจเหมือนอาหารเมืองไทยเลย


วันนี้เป็นวันนี้ใช้พลังงานน้อยสุดตั้งแต่เดินทางมาเซี่ยงไฮ้ กลับมาถึงคอนโด ก็คุยกันพรุ่งนี้จะเอายังไงต่อไป อู๋บอกว่าจะไปเดิน Expo เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว แต่ฉันคำนวณดูแล้ว ไม่น่าจะยากที่จะลองเที่ยวคนเดียว ฉันอยากเดินเล่นชมเมือง แล้วก็ไปนั่งรถลอดอุโมงค์ใต้น้ำ ดูในโบรชัวร์แล้วน่าสนใจดี


จึงตกลงกับอู๋ว่างั้นพรุ่งนี้ต่างคนต่างเที่ยวก็แล้วกัน แล้วตอนเย็นเจอกันที่ The Bund เนื่องจากฉันไม่มีกุญแจห้องเขา แล้วก็ยังจำทางไม่ได้เลย 555555 โอ้ แล้วพรุ่งนี้จะเที่ยวคนเดียวเนี่ยะนะ เอาอะไรคิดฮึ??????






ปล.ยื้มโน้ตบุ้คของฟิลิปเช็คเมล เพิ่งรู้ว่า...อยู่ที่นี่เข้าface book ไม่ได้



วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Leisure Day at the Top of the World

คนที่อ่าน expo สองตอนอาจจะเริ่มท้อแท้ นี่คือเหตุผลที่ฉันมานั่งเล่าอย่างค่อนข้างละเอียดค่ะ กล่าวคือถ้าหากว่าได้รู้สถานการณ์ล่วงหน้า และวางแผนดี ก็จะเที่ยวได้เพลิดเพลินกว่า เพลียน้อยกว่าที่ฉันประสบมา อย่าเข็ดถึงกับไม่ไปเลยค่ะ เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองหนึ่งที่น่าไปเยือน แล้วไปช่วงนี้ก็ควรได้ไปยล expo กับเขา อย่างที่บอก ถ้าวางแผนดีก็ไม่เหนื่อยมากหรอกค่ะ ไปนะ ๆ ๆ ^___^

Day 5 – 29 May 2010


“วันนี้เป็นวันพักผ่อน” วูปปี้....ได้ยินคำประกาศนี้แล้วแสนจะปรีดา รอคอยมาแสนนาน แต่ด้วยนิสัย...5555555 อดแหย่อู๋ไม่ได้ -ไปอีกเหอะ ตั๋วยังเหลืออีกวัน – (แล้วแอบ cross นิ้ว อย่าเปลี่ยนใจนะ) อนุชาตอบว่า - ยังอยู่อีกหลายวัน ไว้ค่อยไป วันนี้ขอพักผ่อนก่อน - ถ้าหลังไม่เดี้ยงนะ คงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไปแล้ว....ที่จริงถึงอู๋จะไป expo วันนี้ ฉันก็ตั้งใจว่าจะขอตัว ไม่ร่วมขบวนทำร้ายกระดูกสันหลัง แต่จะเตร่อยู่ในเมืองคนเดียวก็ได้ เพราะก็พอจะเริ่มจำทางกลับโรงแรมได้แล้ว (จริงเหรอ? 55555)


วันพักผ่อนเริ่มต้นแบบสบาย ๆ ค่ะ เราไปที่สวนสวยตรงข้ามวัด จริงอ่ะ (Jing’an) สวนนี้เป็นสวนขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ต้นไม้ครึ้ม ขนาดว่าผ่านกลางคืนเห็นทางเข้า ก็ยังชอบเลยค่ะ หมายมั่นไว้ว่าจะต้องมาให้ได้ แล้ววันนี้เราก็มากันสองคนพี่น้อง คนอื่น ๆ เขายังคงไป expo ต่อค่ะ ด้านหน้าสวนมีร้านกาแฟที่สามารถเล่นเน็ตได้ แต่ไม่รู้ทำไม laptop ของอู๋ใช้ไม่ได้ ว่าไปแล้ว มาเที่ยวจะแบกมาทำไมให้หนักก็ไม่รู้


ฉันเดินเที่ยวทั่วสวน พบว่าคนจีนชอบมานั่งตามสวนสาธารณะมากค่ะ อาจจะเพราะอากาศเอื้อก็ได้ อย่างของเราเนี่ยะ นอกจากต้นไม้จะไม่ร่มเท่า แดดก็ยังร้อนจัด จึงมักจะไปสวนกันเช้า ๆ หรือเย็น ๆ


ที่เซี่ยงไฮ้ไม่ว่าสวนไหน ๆ ก็สามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนได้ทั้งวันค่ะ เทศบาลเมืองเซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับผังเมืองมาก อาจจะเป็นเพราะความเป็นเมืองท่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ ฝรั่งเข้ามาค้าขายเยอะแล้วช่วยวางผังเมืองไว้อย่างเป็นมาตรฐานก็เป็นได้ค่ะ ดูสวยงามไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง ...เอ้อ...ยังไม่เห็น “บ้าน” เห็นแค่ตึก ๆ ๆ แล้วก็ตึกค่ะ คนเซี่ยงไฮ้คงอยู่คอนโดเป็นส่วนมาก ถนนนอกจากกว้าง สะอาด แล้วยังมีคุณภาพไม่เป็นคลื่น ไม่มีรอยปุปะแบบเครื่องทรงพรรคกระยาจก เส้นทางจราจรที่มุดลงดิน ทำให้การจราจรข้างบนดูหลวม ๆ ไม่แออัด (ไปอัดกระป๋องใต้ดินแทน) ที่นี่ยังมีรถรางให้เห็นอยู่ค่ะ (รถรางที่วิ่งด้วยสายเคเบิ้ลจูงบนหลังคารถ) ยิ่งบริเวณแม่น้ำหวงปู ยิ่งแทบไม่มีสะพานข้ามให้เกะกะสายตา ทุกอย่างเขาให้ว่ายน้ำ เอ๊ย ลอดอุโมงค์ใต้น้ำ ฉันเห็นสะพานน้อยมากค่ะ โดยเฉพาะหน้า The Bund ไม่มีสะพานเลย


เอ้อ...ย้อนกลับมาที่สวนดีกว่า มันจะออกแนวสารคดีเกินไปแล้ว 55555 กิจกรรมที่เห็นตามสวน ส่วนมากก็คล้าย ๆ กันค่ะ คือมีเกมสารพัดสารพันมานั่งเล่น ไพ่การ์ด ไพ่นกกระจอก หมากรุก ฯลฯ แถมมีเดิมพันด้วย แต่ตำรวจไม่จับ คงจะเป็นสิ่งถูกกฎหมายมั้งคะ นอกจากนี้ก็มีคนมาเล่นดนตรีให้ฟัง เช่นเป่าขลุ่ย หรือร้องเพลงจีน บางคนฟังไปก็รำงิ้วไป คนดูก็เพลิดเพลินไปเสียอีก บางกลุ่มก็จัดมีตติ้งนั่งเม้ากัน หนุ่มสาวก็มาซบไหล่อิงแอบกัน มีแค่นั้นค่ะ ไม่มีปฏิบัติการปฏิสนธิใด ๆ อย่างที่ได้ยินว่าวัยรุ่นไทยชอบทำกันตามสวนรถไฟมั่ง สวนลุมมั่ง ฉันเดินถ่ายรูปบ้าง เดินดูฉากละครชีวิตบ้างด้วยความสดชื่น รู้สึกได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง


อ้อ...ฉันไม่เห็นใครเอาอาหารมานั่งรับประทานในสวนเลย ไม่รู้ว่าเขาห้าม หรือว่าไม่ตรงมื้ออาหาร ที่แน่ ๆ สวนนี้สะอาดมาก ๆ ๆ ค่ะ ไม่มีขยะแม้ชิ้นเล็ก ๆ สักชิ้นเดียว


หลังจากหาออกซิเจนใส่ปอดเต็มที่แล้ว เราก็ชวนกันเข้าวัดจริงอ่ะสักหน่อย ต้องเสียค่าผ่านประตูค่ะวัดนี้ คนละ 30 หยวนแน่ะ แพงเอาการอยู่ แต่ก็นะถือว่าทำบุญวัดก็ได้ วัดไม่ใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ ก็วัดจีนทั่วไป คล้าย ๆ วัดเล้งเน่ยยี่ที่เยาวราช แต่สะอาดกว่ากันมาก ตอนที่เดิน ๆ ยังเห็นเจ้าหน้าที่เขาทำความสะอาดซี่กรงหินอ่อนกันทั้งวัดเลยค่ะ รับประกันความสะอาดว่าสูงมาก เข้าไปเห็นคนจีนจุดธูปไหว้พระกัน ธูปเขาสวยดีค่ะเป็นเหลี่ยม ๆ พูดไม่ถูก แต่ควันไม่แสบตาแบบวัดเล้งเนยยี่ เข้าไปทีไรร้องไห้ทุกที


ตามเคย ฉันถ่ายรูปดะ มีอยู่ทีถ่ายเสร็จ เดินไปหน่อยนึง อู๋มาบอกว่าห้องตะกี้ถ่ายได้ไงอ่ะ เด๋วคนเต็มห้องหรอก 555555 มันคือห้องเก็บป้ายชื่อคนตาย อาจจะเป็นฮวงซุ้ยก็ได้มั้งคะ ไม่รู้เหมือนกัน


ออกจากวัดแล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ แวะซื้อเกาลัด 1 ถุง เดินกินไปชมเมืองไปเรื่อย ๆ สำราญเชียว เข้าไปชมบ้านของ Comrade Liu Changseng เป็นใครก็ไม่รู้ 55555 หลังจากดูแบบมีเด็กสาวเป็นไกด์ให้ แต่ภาษาอังกฤษของน้องเขา...เอิ่ม.... เอาเป็นว่าเดาเอานะคะ ว่าท่าน Liu เป็นทหาร (อันนี้ชัวร์) 555555 แล้วก็ประมาณต่อต้านกับพวกญี่ปุ่น คงไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองหรอกค่ะ เพราะไม่เห็นเหมาเซตุง หรือเจียงไคเช็ก 5555555 ก็เป็นบ้านเล็ก ๆ ค่ะทาวน์เฮ้าส์แฝด ข้างในก็มีข้าวของ ๆ เจ้าของบ้าน แล้วเกร็ดประวัติการต่อสู้ มีคุกด้วยล่ะ ขนาดบ้านเล็ก ๆ ยังแอบมีคุก 55555 คิดดูละกันว่าคุกจะเล็กแค่ไหน ออกดีกว่า ยิ่งอยู่นานยิ่งโง่ 55555555

จริง ๆ มีเดินไปอีกหลายที่ค่ะ แต่จำไม่ได้ 55555 ไว้เอารูปลงใน facebook ให้ดูกันดีกว่า รอสักหน่อยนะคะ รูปยังไม่ได้ไปเอาเลย


อู๋นัดเจอฟิลิปค่ะ เขาจะพาไปตึก WFC (World Financial Center) ตึกที่สูงที่สุดของเซี่ยงไฮ้ในวันนี้ ก่อนหน้านี้คือตึกจินเหมาค่ะ วันนี้ WFC ลบสถิติไปแล้ว วันหน้าไม่รู้จะมีตึกไหน แต่อย่าเพิ่งไปสนใจเลยค่ะ สูงนักก็ใช่ว่าจะดี ดูอย่างตึกแฝดที่นิวยอร์คนั่นปะไร ตึกนี้ตอนแรกฉันดูว่ามันเป็นถุงกระดาษ แต่ฟิลิปบอกว่าจริง ๆ มันเป็นที่เปิดขวด (แบบใช้ฝาจีบ) ตะหาก อ่ะนะ ทำไมต้องที่เปิดขวด ฉันว่าจินเหมาสวยกว่านา สองตึกนี้อยู่ใกล้กันค่ะ ขึ้นไปบน WFC ถ่ายรูปจินเหมาได้สบาย ๆ ตอนเข้าลิฟท์เห็นปุ่มแล้วขำ คือเขามี 3 ชั้นให้กดค่ะ G 87 แล้วก็ 91 ที่ฉันขำคือ 87 เขาเขียนว่า Lobby เพราะตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยเห็นว่า Lobby อยู่สูงขนาดนั้น เราไปชั้น 91 กันค่ะ เพราะห้องอาหารอยู่ชั้นนี้


อ้อ...เผื่อมีคนอยากรู้ ลิฟท์น่ะขึ้นแล้วรู้สึกยังไง...ไม่รู้สึกแตกต่างจากลิฟท์ปกติเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันต้องวิ่งเร็วมากเพราะแป๊บเดียวเองก็ถึงแล้ว และก็ไม่เจ็บหูด้วยค่ะ


ข้างบนของ WFC คือโรงแรม Hyatte ปกติแล้วเขาคิดเงินนะคะค่าขึ้นไปชมเนี่ยะ แต่พวกเราไปนั่งดื่มกาแฟกันค่ะ ตอนแรกว่าจะไปกินข้าว แต่ว่าพอขึ้นไปแล้ว เห็นว่าสั่งกาแฟได้ เลยสั่งแค่กาแฟก็พอ 55555555 ก็อยากแพงทำไมล่า แล้วนะ ถ้าอยากนั่งริมหน้าต่างต้องสั่งอาหารมูลค่าขั้นต่ำคนละ 400 หยวนถึงได้นั่ง ไม่เห็นจำเป็นเลย นั่งที่บาร์แล้วเดินไปถ่ายรูปที่หน้าต่างก็ได้ เขาไม่ห้ามค่ะ สรุปคืออู๋สั่งกาแฟใส่ค็อกเทล 80 หยวน ฉันไม่ได้สั่งอะไรค่ะ มัวเดินชมสถานที่ แต่ขนาดนั้น น้องยังบอกว่าถ่ายรูปเยอะ ๆ นะให้คุ้มค่ากาแฟหน่อย 555555 ตอนนี้อู๋เริ่มเมาแล้วมั้งคะ หูงี้แดงแจ๋เชีย 5555555 ฉันลองจิบดู แอลกอฮอล์วิ่งปรู๊ดปร๊าดเลยค่ะ เหล้าที่ใส่ในกาแฟท่าจะแรงใช่น้อย กินมากมีหวังเมา ขนาดไม่เมายังมือสั่นถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเลย เดินรอบ ๆ (เท่าที่เขาอนุญาตให้เดิน) มองเห็นเมืองเซี่ยงไฮ้เป็น sim city แบบยุคแรก 555555 คือทุกอย่างเล็กไปหมด เว้นแต่ตึกสูงรอบ ๆ ใกล้ ๆ ไหนดูดิ expo อยู่ตรงไหนอ่ะ โอ๊ะ...เห็นพาวิลเลี่ยนจีนสีแดงเด่นสง่าอยู่นั่น 555555 เชื่อหรือยังคะว่าขนาดใหญ่จริง ๆ ไม่รู้ว่าพอหมดงานแล้ว เขาจะรื้อออกหรือเปล่า คงรื้อเนอะ แต่อาจจะเอาไปตั้งไว้ที่ไหนสักแห่งเป็นอนุสรณ์ คงไม่ทิ้งไปเลย


พวกเรานั่งอ้อยอิ่งในชั้นบรรยากาศระหว่างโลกและสวรรค์อยู่นาน 555555 จริง ๆ เป็นครั้งแรกที่ฉันอยู่บนตึกสูงขนาดนี้ ใบหยกในกทม ยังไม่เคยได้ขึ้นไปเลยค่ะทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นคนชอบดูอะไร ๆ จากที่สูง ๆ ฉันว่าได้วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลดี เมื่อได้มาที่ดี ๆ อย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือเข้าห้องส้วม 5555555 ลืมบอกไปอย่างว่าที่นี่เพดานสูงมากค่ะ แล้วประตูต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประตูลิฟท์ ยันประตูห้องน้ำก็สูงตามเพดานไปด้วย ต้องออกแรงปิดเปิดประตูห้องน้ำเลยแหละ 555555 สุขภัณฑ์ หรือสั้น ๆ ว่าส้วม...เรื่องสะอาดไม่ต้องพูดถึง เพราะมันคือไฮแอท เรามาพูดถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีดีกว่าค่ะ ความที่สายตาไม่ดี แล้วแสงน้อย คือเขาเปิดไฟสลัว ๆ เพื่อให้ดูหรูหรามั้งคะ มันเลยทำให้ฉันอ่านไม่ออกว่าปุ่มสารพัดสารพันเนี่ยะว่ายังไงมั่ง ไม่กล้ากด 5555555 แต่พอรู้น่ะค่ะเพราะเคยไปใช้ของรพ.สมิติเวชมา ส้วมในโลกอนาคตนอกจากจะไม่ต้องกดชักโครกแล้ว มันยังมีระบบอุ่นที่นั่งให้เผื่อหนาว แต่จริง ๆ ถ้าคุณเข้าต่อใคร ที่นั่งก็อุ่นอยู่แล้ว 55555555 แล้วก็ยังมีระบบฉีดน้ำล้างก้น, เป่าแห้ง ฯลฯ อีกด้วย


แต่ปุ่มส้วมที่นี่มีเยอะกว่าสมิติเวชค่ะ เสียดายที่ไม่สามารถบอกได้เพราะอ่านไม่เห็นจริง ๆ แล้วไม่กล้ากดมั่ว กลัวเกิดโกลาหล มันน่าอายออกนะคะ 5555555 ฉันสงสัย...ย้ำนะคะว่าสงสัย...อาจจะมีปุ่มเปิดเพลงฟัง หรือแม้แต่เปิดหนังให้ดูก็ได้นะ 5555555 เพราะปุ่มเยอะจริง ๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม ตอนออกมาล้างมือ มีแหม่ม 3 คนเข้าไป สุขศึกษา ส้วมในห้องเดียวกัน ไอ้เราก็เลยเข้าไป join ด้วย 555555 แต่ก็นะ มันคือห้องส้วม แค่ 3 คนก็เต็มแล้ว ส่งเสียงโซปราโนประสานเสียงกันให้แซ่ด ฟังไม่รู้เรื่องเพราะไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เลยไม่รู้อะไรเพิ่ม รู้แต่ว่าแหม่ม 3 คนนี้มาจาก southern France แล้วก็เคยมาเมืองไทยด้วย เพราะพอบอกว่าฉันมาจาก Thailand ก็พร้อมใจกันไหว้ทักทายเลยเชียวค่ะ ดังใช่ย่อยนะ “สวัสดี” ของเรา


ทีนี้เพื่อนอู๋ก็พาเดินอีกแล้ว กำลังนึกดีใจว่าวันนี้จะได้ relax ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ จริง ๆ แล้วฟิลิปนี่เขาอยู่เซี่ยงไฮ้มาหลายปีก็จริง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยรู้เส้นทางเท่าไร ประมาณว่าปกติจะไปไหนมาไหนเรียกบริการแท็กซี่กับ subway คงจะเพิ่งมาเป็นไกด์จำเป็น เลยเหมือนพาเดินวกไปวนมาชอบกล แต่ก็มีถนนสายหนึ่งชื่ออะไรลืมแล้ว 555555 ฉันเรียกของฉันว่าถนน Brand name เพราะเป็นถนนที่มีแต่ร้านค้ายี่ห้อหรูเริ่ดเชิดหยิ่งของบรรดาไฮโซไฮซ้อทั้งหลายแหละค่ะ ไอ้ฉันมันก็ไม่ใช่คนสนใจ brand อะไรเท่าไรเพราะไม่มีวิตามิน m มากพอที่จะสนใจ แต่ถนนนี้สายสวยค่ะยิ่งพอค่ำ ๆ ก็ยิ่งสวย เพราะเขาประดับไฟไว้ตามต้นไม้สองข้างทาง เป็นรูปผลไม้มั่ง ดาวมั่ง นับว่าเป็นเมืองแห่งแสงสีจริงๆ เซียงไฮ้นี่


กลางคืนนัดเจอกับคณะ วันนี้ฟิลิปจะเลี้ยง dinner ค่ะ ที่ภัตตาคาร HuaiHai Zhong ฉันตั้งใจจะลิ้มรสเป็ดเซี่ยงไฮ้ (มันคือเป็ดปักกิ่ง) เต็มที่ แต่หลังจาก 1 ชัวโมงผ่านไป ถามว่าอร่อยไหม ก็อร่อยค่ะ แต่เลี่ยนไปหน่อย สู้อาหารจีนในเมืองไทยไม่ได้เลย แต่ก็อร่อยที่สุดแล้วตั้งแต่เหยียบเซี่ยงไฮ้มา มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่กินได้เยอะค่ะ

บอกไปหรือยังคะว่า เดี๋ยวนี้คนจีนนิยมกินน้ำดอกไม้ สารพัดสารพันดอกค่ะ ดูจากรูปเอาละกันนะคะ ไม่ใส่น้ำตาลแบบน้ำเก็กฮวยบ้านเรานะคะ ก็จืด ๆ หอม ๆ ค่ะ คิดว่าน่าจะดีกับสุขภาพ แต่เบียร์น่ะอร่อยค่ะ รสคุ้นลิ้น 5555555 เหมือนเบียร์สิงห์บ้านเรา เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นเบียร์สิงห์ถ่ายขวดแปะฉลากใหม่


สรุปว่ากลับโรงแรมอย่างเมื่อยอีกตามเคย แต่น้อยกว่าวันก่อน ๆ มีข่าวร้ายปิดวัน อู๋บอกว่าพรุ่งนี้เราจะย้ายออกจากโรงแรมไปพักคอนโดฟิลิป ซะงั้นนะน้องฉัน อุตส่าห์จำเส้นทางโรงแรมได้แล้วนะ ต้องไปนั่งจำเส้นทางใหม่ เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าฉานต้องแปลงกายเป็นทหารแบกปูนไปโบกตึกอีกแล้ว ไม่เคยสงสาร “หลัง”ตัวเองมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต.